microsoft Archive

ตั้งค่าระบบเครือข่ายแบบง่ายๆ บนวินโดวส์ 7

ในที่สุดไมโครซอฟท์ก็ทำให้วินโดวส์สามารถตั้งค่าระบบเครือข่ายภายในบ้านได้ในขั้นตอนแบบง่ายๆ .. และนี่คือสิ่งที่คุณจำเป็นต้องทราบ

ไมโครซอฟท์พยายามบนวินโดวส์หลายเวอร์ชันมานานมาก แล้ว เพื่อที่จะทำให้การตั้งค่าระบบเครือข่ายภายในบ้านนั้นเป็นไปอย่างง่ายดาย เชื่อมต่อได้อัตโนมัติ และก็สามารถแชร์ไฟล์และโฟลเดอร์ได้สะดวก ในที่สุดก็มาประสบความสำเร็จในวินโดวส์ 7 ด้วยคุณสมบัติที่เรียกว่า “HomeGroup”

networking windows7

เลือกชนิดของระบบเครือข่าย – คุณต้องเป็นส่วนหนึ่งของระบบเครือข่ายแบบ Home ถึงจะเข้าใช้โฮมกรุ๊ปได้

โฮ มกรุ๊ป (HomeGroup) ช่วยผู้ใช้ในการสร้างระบบเครือข่ายภายในบ้านด้วยฟังก์ชันการเข้าถึงและแชร์ ข้อมูลเพียบพร้อมและยืดหยุ่น ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในคุณสมบัติใหม่ที่น่าสนใจมากบนวินโดวส์ 7 และนั่นก็หมายถึงว่า ผู้ใช้วินโดวส์วิสต้า เอ็กซ์พี แมค และลินุกซ์ คงไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับความสะดวกสบายที่ว่า
วินโดวส์ 7 ช่วยเราในการสร้างระบบเครือข่ายได้ 3 รูปแบบ – Home, Work และ Public หรือก็คือเครือข่ายภายในบ้าน ที่ทำงาน และที่สาธารณะ แต่ในการใช้งานโฮมกรุ๊ปนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพีซีบนระบบเครือข่ายทุก เครื่องตั้งค่าการเชื่อมต่อเอาไว้เป็นแบบ Home เท่านั้น ซึ่งในการตั้งค่าที่ว่าบนวินโดวส์ 7 ก็สามารถทำได้โดยไปที่คอนโทรลพาเนล แล้วเลือก Network and Internet จากนั้นก็เลือก Network and Sharing Center (หรือใครอยากจะใช้วิธีลัดด้วยการคลิกขวาที่ไอคอนเน็ตเวิร์กบนซิสเต็มเทรย์ มุมล่างขวาของหน้าจอเพื่อเข้าสู่ Network and Sharing Center ก็ได้เช่นกัน) และท้ายสุดก็คือดูให้แน่ใจว่าเราได้เลือกค่าเอาไว้เป็น “Home network” ภายใต้ไอคอนระบบเครือข่าย หากยังไม่ใช่ก็คลิกที่ลิงก์ “Public network” หรือ “Work network” แล้วเปลี่ยนให้เป็น “Home network” แทน

เพียงแค่นี้เราก็สามารถสร้างโฮมกรุ๊ปได้แล้ว ซึ่งที่จริงหลังจากที่เราเปลี่ยนระบบเครือข่ายเป็นแบบภายในบ้านหรือ Home วินโดวส์ 7 ก็จะพาเราไปยังหน้าต่างสำหรับตั้งค่าอย่าง Create a homegroup เพื่อสร้างโฮมกรุ๊ปใหม่ขึ้นมา หรือถ้าได้เลือก Home เอาไว้อยู่แล้ว ก็คลิกที่ลิงก์ Choose homegroup and sharing options แล้วตามด้วย Create ได้เลย

ขั้นตอนต่อไปก็คือ การเลือกชนิดของไฟล์ที่ต้องการแบ่งปันกันกับสมาชิกคนอื่นในโฮมกรุ๊ป ก็มีให้เลือกตั้งแต่รูปภาพ เพลง วิดีโอ ไฟล์เอกสาร หรือแม้แต่การแชร์เครื่องพิมพ์ โดยตัวเลือกเหล่านี้จะสอดคล้องกับไลบรารี (library) ที่วินโดวส์ 7 สร้างขึ้นตามค่าดั้งเดิมตอนติดตั้งระบบปฏิบัติการลงบนคอมพิวเตอร์ และก็รวมไปถึงโฟลเดอร์อื่นๆ ที่สร้างขึ้นโดยผู้ใช้แต่ละคนในยูสเซอร์โพรไฟล์ด้วย

สิ่งที่เรากำลัง ทำอยู่ตอนนี้ความจริงแล้วก็คือ การแบ่งปันไฟล์ต่างๆ ที่อยู่บนพีซีของเราให้กับผู้ใช้คนอื่นๆ ที่อยู่บนโฮมกรุ๊ปให้สามารถเข้าถึงได้ ตัวอย่างเช่น โฟลเดอร์ c:UsersxxxxPictures หรือ c:UsersxxxxMusic และก็รวมไปถึงโฟลเดอร์อย่าง c:UsersPublic ด้วย โดยผู้ใช้สามารถเพิ่มโฟลเดอร์ต่างๆ ที่ต้องการแชร์ได้มากตามต้องการ

หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนนี้ วินโดวส์ 7 ก็จะเปิดโอกาสให้เราตั้งค่ารหัสผ่านสำหรับเข้าใช้โฮมกรุ๊ปได้ ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่าพีซีเครื่องอื่นๆ ที่ต้องการใช้งานโฮมกรุ๊ปก็จำเป็นต้องทราบรหัสผ่านนี้ด้วยเช่นกัน ฉะนั้นเก็บรักษารหัสผ่านให้ดีๆ (อาจใช้วิธีไฮไลต์เลือกแล้วก็ก๊อบปี้ไปเก็บไว้ในเท็กซ์ไฟล์หรือส่งเป็นอี เมล์ไว้ในอินบ็อกซ์ของเราก็ได้) หรืออาจสั่งพิมพ์ออกมาไว้ซักชุดยามฉุกเฉิน และจะได้ใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการตั้งค่าให้กับผู้ใช้คนอื่นๆ บนโฮมกรุ๊ปเดียวกันด้วย

หลังจากเราคลิก Finish เพื่อเสร็จสิ้นการตั้งค่า คำสั่ง Change homegroup settings เป็นส่วนที่เปิดโอกาสให้เราเปลี่ยนรหัสผ่านหากเปลี่ยนใจอยากกำหนดใหม่ รวมไปถึงการเข้าถึงการตั้งค่าชั้นสูงในหน้า Advanced Sharing Settings ด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่ยังทำไม่น้อยอย่างน้อยก็ในตอนนี้ก็คือ การปรับเพิ่มไลบรารี โฟลเดอร์ หรือไฟล์ในโฮมกรุ๊ป ซึ่งก็น่าแปลกใจพอสมควรที่ไมโครซอฟท์มองข้ามตรงนี้ไป ทั้งที่สิ่งต่างๆ บนโฮมกรุ๊ปควรถูกปรับเปลี่ยนได้อย่างยืดหยุ่นที่สุด

networking windows7

ตัว เลือกบนโฮมกรุ๊ป – ในส่วน Change homegroup settings เราสามารถเปลี่ยนรหัสผ่านและเรียกใช้การกำหนดค่าชั้นสูงอย่าง Advanced Sharing

แม้จะยังไม่จำเป็นนัก แต่ถึงตรงนี้แล้วก็ลองแวะเข้ามาที่ Advanced Sharing Settings ดูสักนิดด้วยการคลิก Change advanced sharing settings แล้วเลือกลูกศรชี้ลงที่อยู่ข้างๆ Home หรือ Work
ตรงจุดนี้เราจะเห็นตัว เลือกอีก 6 ตัว ที่ระบุถึงรูปแบบการตั้งค่าระบบเครือข่ายภายในบ้านของวินโดวส์ 7 (ที่จริงแล้วระบบเครือข่ายทุกแบบบนวินโดวส์ 7 ก็ใช้การตั้งค่าเบื้องต้นในลักษณะเดียวกันนี้) โดยจุดที่น่าสนใจที่สุดอยู่ในกรอบ Advanced Sharing ก็คือ การกำหนดค่าการค้นหาคอมพิวเตอร์บนระบบเครือข่าย (network discovery – ทำให้พีซีเครื่องอื่นสามารถมองเห็นคอมพิวเตอร์ของคุณได้) การแชร์ไฟล์และเครื่องพิมพ์ และการแชร์สื่อข้อมูลต่างๆ ซึ่งหากไม่ได้เลือกค่าเหล่านี้ไว้ เราก็แทบจะไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรจากโฮมกรุ๊ปเลย…เราจะไม่มีโอกาสได้ใช้ คุณสมบัติที่ทำให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลบนคอมพิวเตอร์เครื่องต่างๆ ภายในบ้านเป็นไปอย่างราบรื่นผ่านศูนย์กลางที่ใช้ในการเก็บข้อมูลหลักหรือบน ฮาร์ดดิสก์ขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่เฉพาะในการเก็บข้อมูลส่วนกลางของสมาชิกใน บ้าน

หลังจากที่เราได้สร้างโฮมกรุ๊ปขึ้นมา คอมพิวเตอร์ที่มองเห็นเครือข่ายของเราก็สามารถเข้าร่วมเป็นสมาชิกในโฮมกรุ๊ป ได้ โดยผู้ใช้แต่ละเครื่องเพียงแค่ไปเรียก Network and Sharing Center ขึ้นมาจากคอนโทรลพาเนล แล้วคลิกที่ Choose homegroup ซึ่งจะมีคำถามปรากฏขึ้นมาเพื่อยืนยันในการเข้าเป็นสมาชิกโฮมกรุ๊ปว่า “Do you want to join a homegroup?” พร้อมด้วยรายชื่อโฮมกรุ๊ปที่มีอยู่ จากนั้นก็คลิกที่ Join Now เพื่อเสร็จสิ้นกระบวนการ

หลังจากที่เรา เข้าไปสมาชิกในโฮมกรุ๊ปแล้ว จะมีลิงก์ที่เชื่อมไปยังหน้าช่วยเหลือของวินโดวส์เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับ การเข้าถึงไฟล์และทรัพยากรต่างๆ บนโฮมกรุ๊ป ซึ่งก็ช่วยเหลือได้อย่างดีสำหรับผู้ใช้ที่ไม่ค้นเคยกับการแชร์ข้อมูลต่างๆ ลักษณะนี้มาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักวิธีแชร์ไฟล์ของตัวเองให้กับคน อื่นๆ

networking windows7

แบ่งปันไลบรารี – คลิกขวาที่ไลบรารีแล้วเลือก Share With เพื่อกำหนดค่าในการเปลี่ยนรูปแบบการแชร์ไลบรารีให้กับผู้ใช้คนอื่นๆ

โดย ปกติแล้วไลบรารีต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ตอนติดตั้งวินโดวส์ 7 จะถูกแบ่งปันบนโฮมกรุ๊ปโดยทันที แต่อย่างที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า ไม่เฉพาะไลบรารีเหล่านี้เท่านั้นที่เราแชร์ให้กับคนอื่นๆ ได้ เราสามารถกำหนดการแชร์ทรัพยากรได้ด้วยตัวเอง โดยให้เรียกไลบรารีขึ้นมาจากทาส์กบาร์และเลือกไปยังส่วนที่เราต้องการแบ่ง ปัน จากนั้นก็คลิกขวาแล้วเลือก Share With | Homegroup ซึ่งจะมีตัวเลือกให้เลือกอีก 2 แบบด้วยกัน คือ อ่านอย่างเดียว และอ่านและเขียนไฟล์ข้อมูลได้ หมายความว่าหากเราไม่อยากให้คนอื่นเข้ามาแก้ไขอะไรในนี้ก็เลือกเป็น อ่านอย่างเดียว แต่ถ้าต้องการให้ไลบรารีที่ว่าเปิดกว้างสำหรับผู้ใช้คนอื่นๆ อย่างเต็มที่ อ่าน/เขียน ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

ความจริงเราสามารถแชร์โฟลเดอร์ และไฟล์ไปไว้บนโฮมกรุ๊ปได้ แต่แนวทางที่ดีกว่าก็คือ โยนโฟลเดอร์เหล่านั้นไปไว้บนไลบรารี แล้วใช้วิธีการแชร์ไลบรารีน่าจะเข้าท่ากว่า อย่างน้อยก็สะดวกในการจัดการสิ่งต่างๆ ในภายหลังมากกว่าวิธีอื่นๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก : ARIP

MS อ้างใช้ Chrome Frame เสี่ยง 2 เท่า

ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ศอกกลับปลั๊กอิน “โครม เฟรม” (Chrome Frame) ของกูเกิ้ล (Google) ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถรันบราวเซอร์โครมได้จากในเฟรมของ Internet Explorer (IE) ว่า มันทำให้ระบบรักษาความปลอดภัยของบราวเซอร์ตกอยู่ในความเสี่ยงต่ออันตรายถึง 2 เท่า!!!

Chrome Frame เป็นปลั๊กอินที่ช่วยให้บราวเซอร์อินเทอร์เน็ตเอ็กซ์พลอเรอร์สนับสนุนแท็ก HTML 5 ซึ่งเป็นคุณสมบัติการทำงานที่ไม่พบในบราวเซอร์เวอร์ชันล่าสุดอย่าง IE8 กูเกิ้ลกล่าวว่า “เราเชื่อว่า Google Chrome Frame จะช่วยให้ชีวิตของนักพัฒนาเว็บ และผู้ใช้ง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก” ที่สำคัญมันยังทำให้ผู้ใช้ IE8 ได้รับประสบการณ์ในการใช้งานบราวเซอร์ที่เร็วขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าอีกด้วย

อย่าง ไรก็ตาม ไมโครซอฟท์อ้างว่า ปลั๊กอิน Chrome Frame ของ Google จะทำให้ผู้ใช้ตกอยู่ในความเสี่ยงของระบบรักษาความปลอดภัยมากกว่าเดิม Amy Barzdukas ผู้จัดการทั่วไปของ IE และระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคที่ไมโครซอฟท์ กล่าวว่า “เนื่องจาก IE8 ได้รับการพัฒนาอย่างเหนือชั้น และอัพเดตให้มันมีความปลอดภัยมากขึ้นกว่าเดิม ปลั๊กอิน Chrome Frame เปิดโอกาสให้ระบบสามารถรันบราวเซอร์ภายในบราวเซอร์ ซึ่งมันเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีบราวเซอร์จากมัลแวร์ และสคริปท์อันตรายเป็นสองเท่า ซึ่งเราไม่เห็นว่ามันจะเป็นการช่วยตรงไหน? และหากพิจารณาให้ลึกลงไป บราเวซอร์จะมีวิธีจัดการระบบรักษาความปลอดภัยที่ซ้อนกันได้อย่างไร?”

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.arip.co.th/news.php?id=410043

Antivirus ฟรีจาก MicroSoft เร็วๆ นี้

e5c8f35f5a6ba49_450x450

ไมโครซอฟท์ได้ทำการวางแผนเตรียมส่งซอฟท์แวร์ Antivirus เวอร์ชั่นเต็มออกมาให้บริการฟรีแก่ผู้ใช้ในเร็วๆ นี้…ไมโครซอฟท์ได้ทำการส่งเวอร์ชั่นทดสอบล่าสุดของซอฟท์แวร์ Antivirus ที่พัฒนาขึ้นเองให้กับเหล่า Tester พร้อมกับกล่าวว่า เวอร์ชั่นเต็มของซอฟท์แวร์ Microsoft Security Essentials หรือซอฟท์แวร์ประเภท Antivirus ที่ทางไมโครซอฟท์ได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้บริการฟรีแก่ผู้ใช้นั้น จะมีกำหนดส่งในเร็วๆ นี้ ภายหลังจากที่ได้มีการประกาศพัฒนาออกมาตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้ว โดยทางทีมงานได้มีการส่งเวอร์ชั่นทดสอบออกมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากผู้ใช้เข้ามาร่วมทดสอบมากมาย

ขอบคุณข้อมูลจาก : Cnet , Pantip และ http://www.igadgety.com/article.php?id=5446

วินโดว์ส 7 เผยโฉม 22 ต.ค.พุ่งเป้านร.-นศ.

Pic_35029

ไมโครซอฟท์เปิดระบบปฏิบัติการพร้อมกันทั่วโลก 22 ต.ค.52 ก่อนส่งตรงถึงไทยสิ้นเดือนต.ค.ทุ่มงบกว่า45% ของงบตลาดทั่วโลก หวังตอบโจทย์สังคมออนไลน์ ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ค…

นางสาวลิซ่า ลัม ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เพื่อตอบสนองต่อความท้าทาย ไมโครซอฟท์ประเทศไทย นำกลยุทธ์การสื่อสารผ่านทางออนไลน์มาใช้ในคมเปญประชาสัมพันธ์และการตลาด โดยนำเนื้อหาและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับวินโดว์ส 7 มาปรับและเผยแพร่แก่ผู้บริโภคประเทศไทย โดยเฉพาะการสร้างเว็บไซต์พิเศษเพื่อรวบรวมเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับวินโดว์7 บนwww.windows7thailand.com อีกทั้ง ยังนำทวิตเตอร์และเฟซบุ๊คแฟนเพจมาใช้ในกิจกรรมนี้ด้วย โดยรวบรวมลิงก์ของทวิตเตอร์ www.twitter.com/windows7thaiและเฟซบุ๊ค www.facebook.com/windows7thaifan ไว้ด้วยกันบนเว้บไซต์สำหรับวินโดว์ส 7

ผอ. ฝ่ายการตลาด บ. ไมโครซอฟท์ กล่าวต่อว่า หลังจากเปิดได้ประมาณ 1 เดือน ปัจจุบันมีผู้เข้าชมคิดเป็นเพจวิวมากกว่า 1 แสนเพจวิว ขณะที่ปี 2553  บริษัทใช้งบลงทุนด้านตลาดดิจิตอลอยู่ที่ 40-45% มากขึ้นจากเดิมที่เฉลี่ยอยู่ที่ 30% ของงบการตลาดทั่วโลก

นางสาวลิ ซ่า กล่าวอีกว่า สัดส่วนของผู้ใช้บรอดแบนด์ ต่อจำนวนประชากรในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 2% ถือว่าอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ แต่สัดส่วนดังกล่าวกำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วโดยมีจำนวนผู้คนในชุมชน อนไลน์ของประเทศประมาณ 16 ล้านคน ทั้งนี้ จึงทำให้วินโดว์ส 7 ได้รับการตอบรับที่ดีจากชุมชนออนไลน์ของไทย

ผอ.ฝ่ายการตลาด บ. ไมโครซอฟท์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยตอบรับเครือข่ายสังคมอย่างไฮว์ไฟว์ เฟซบุ๊ค และทวิตเตอร์เห็นได้จากบล็อกต่างๆ ที่รองรับภาษาไทยเพิ่มขึ้น อีกทั้งจำนวนผู้ใช้เฟซบุ๊คทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 300 ล้านคน เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทำให้ผู้ใช้เฟซบุ๊คมีจำนวนมากเมื่อเทียบกับประชากรในสหรัฐ อีกทั้ง ยังร่วมมือกับบริษัทคอมพิวเตอร์ชั้นนำ อาทิ เอชพี เดลล์ เอเซอร์ อัสซุส ให้ดาวน์โหลดวินโดว์ 7 ใช้งานฟรีด้วย พร้อมทั้งจัดกิจกรรมตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เพราะเชื่อมั่นว่า กลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา จะเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่สนใจและมีมุมมองต่อวินโดวส์ 7

“เหตุผล ที่มุ่งเน้นกลุ่มนักเรียน นักศึกษา เพราะมีทั้งเวลา มุมมอง และคำแนะนำ ขณะที่ปัจจุบันวัยรุ่นใช้เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ มากขึ้น อีกทั้ง ส่วนนใหญ่มีโน๊ตบุ๊คเป็นของตัวเองด้วย” นางสาวลิซ่า กล่าว

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.thairath.co.th/

MS ใจป้ำให้ใช้ Office Web Apps ฟรี!!!

รายงานข่าวล่าสุด เมือวานนี้ ไมโครซอฟท์ได้เปิดเผยว่า ทางบริษัทได้เริ่มคัดเลือกผู้ใช้ (จำนวนจำกัด) ให้เข้าร่วมในโปรแกรมทดลองใช้งานทางด้านเทคนิค (Technical Preview) สำหรับ Office Web Apps บริการแอพพลิเคชันออนไลน์สำหรับชุดโปรแกรมออฟฟิศ โดย Brian Hall ผู้จัดการทั่วไป Windows Live โพสต์ในบล็อกว่า Office Web Apps เวอร์ชันสมบูรณ์จะเปิดให้บริการกับผู้ใช้ Windows Live ทุกคน

ผู้ใช้ทีผ่านการคัดเลือกจะได้ทดลองใช้แอพพลิเคชันต่างๆ ที่อยู่ใน MS office ซึ่งได้แก่ Word, Excel และ PowerPoint โดยวัตถุประสงค์ของการทำ Technical Preview ก็เพื่อที่จะให้กลุ่มผู้ทดลองใช้ได้ช่วยรายงานข้อผิดพลาด (bug) ตลอดจนเป็นการแนะนำคุณสมบัติใหม่สำหรับบริการ Cloud Computing สำหรับการเปิดให้ทดลองใช้เวอร์ชันทดสอบจากผู้ใช้หลายพันรายจะเริ่มในช่วงปลายปีนี้

ปัจจุบันผู้ใช้บริการ(ฟรี) Windows Live (Hotmail, Messenger, etc.) มีจำนวนมากกว่า 500 ล้านรายทั่วโลก ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงผู้ใช้บริการสตอเรจ SkyDrive (ความจุ 25GB แรกให้ใช้ได้ฟรี) จะได้รับสิทธิ์ในการใช้ Office Web Apps เวอร์ชันสมบูรณ์ผ่านเว็บบราวเซอร์รุ่นใหม่ๆ โดยคลิปวิดีโอที่มีการเผยแพร่ออกมาวันนี้ ยังได้แสดงให้เห็นถึงการใช้ Excel Web App ในบราวเซอร์ Mozilla Firefox 3.5 โดยทำงานบนระบบปฏิบัติการ Windows 7 อีกด้วย อย่างไรก็ดี ไมโครซอฟท์เปิดเผยว่า Office Web Apps จะสนับสนุนบราวเซอร์ตั้งแต่ IE 7 ขึ้นไป รวมถึงบราวเซอร์ Safari 4 ด้วย

สำหรับผู้ใช้ Windows Live SkyDrive เมื่อเว็บแอพฯ เปิดให้บริการ ผู้ใช้ทุกคนจะสังเกตเห็นแท็บ Documents เพิ่มขึ้นมา ซึ่งสามารถเปิดไฟล์เอกสารออฟฟิศ ไม่ว่าจะเป็น Word, Excel และ PowerPoint ได้ทันที โดยนอกจากแอพฯเหล่านี้แล้ว ทางบริษัทกำลังเตรียมปล่อย OneNote ตามมาติดๆ อีกด้วย

คาดว่า บริการ Office Web Apps จะเปิดให้บริการฟรี และมีความเข้ากันได้กับ Office 2010 ที่เป็นผลิตภัณฑ์ ในส่วนของความคาดหวังทีมีต่อบริการออฟฟิศออนไลน์ ทางไมโครซอฟท์มั่นใจว่า มันจะเป็นเครื่องมือต่อกรกับ Google Docs ในการช่วงชิงกลุ่มลูกค้าที่เป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมได้


ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.arip.co.th/news.php?id=409984 และ ซีเน็ต

ใช้ Windows 7 ช่วยลดต้นทุนถึง 20%

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์อ้างว่า นอกจากระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่อย่าง Windows 7 จะมีสเถียรภาพของการทำงาน และระบบจัดการพลังงานที่ดีกว่าโอเอสรุ่นก่อนหน้านี้แล้ว หากองค์กรในภาคธุรกิจเลือกใช้ Windows 7 มันยังช่วยลดต้นทุนในการซัพพอร์ตระบบได้มากถึง 20% อีกด้วย

สำหรับข้อมูลดังกล่าว ไมโครซอฟท์อ้างว่า เป็นการรวบรวมผลสรุปจากฟีดแบ็คของผู้ที่ได้มีโอกาสใช้เป็นกลุ่มแรกๆ ซึ่ง ปรากฎว่า Windows 7 สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการซัพพอร์ตคอมพิวเตอร์ให้กับบริษัทได้ 70 – 160 เหรียญฯ ต่อเครื่อง โดยจำนวนเงินนี้ได้มาจากค่าบริการซัพพอร์ตพีซีต่อเครื่องเป็นระยะเวลานาน 2 ชั่วโมง (การที่ Windows 7 มีปัญหาน้อย ช่วยให้ธุรกิจไม่ต้องเสียค่าบริการตรงนี้มากนัก หรือเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายนั่นเอง)

“หลายบริษัทตระหนักดีว่า Windows 7 สามารถช่วยประหยัดค่าแรงงานไอทีได้โดยตรง” Gavriella Schuster ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์วินโดวส์ ได้โพสต์ไว้ในบล็อก “เรารู้สึกดี และตื่นเต้นมากกับผลลัพธ์ที่ได้จากกลุ่มผู้ใช้ Windows 7 เป็นกลุ่มแรกๆ ซึ่งมันแสดงให้เห็นถึงคุณค่าที่แท้จริงของ Windows 7 ที่มีต่อองค์กรภาคธุรกิจ” Schuster กล่าว สำหรับผลการวิจัยข้อมูล (Early adoptors survey) ดังกล่าวจัดทำโดยไมโครซอฟท์ร่วมกับ City of Miami, Getronics และบริษัท Baker Tilly ในสหราชอณาจักร

อย่างไรก็ตาม Schuster ไม่ได้ระบุว่า ตัวเลขเม็ดเงินที่ประหยัดขึ้นมาได้นั้นเป็นการเปรียบเทียบจากการใช้ Windows 7 กับ Windows Vista ที่ค่อนข้างมีปัญหา หรือ Windows XP ที่มีสเถียรภาพค่อนข้างดีในการใช้งาน นอกจากนี้ทางไมโครซอฟท์ยังกล่าวว่า ทางบริษัทมีแผนที่จะออกชุดเครื่องมือช่วยให้องค์กรย้ายไปใช้ Windows 7 ได้ง่ายขึ้นในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.arip.co.th/news.php?id=409975 และ IW

คีย์บอร์ดไร้สาย เชื่อมต่อบลูทูธ จาก Microsoft

Microsoft เปิดตัวคีย์บอร์ดรุ่นใหม่ ในรุ่น Microsoft Blutooth Mobile Keyboard 6000 เป็นคีย์บอร์ดขนาดบางมาก เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ได้ด้วย Bluetooth

สำหรับใครที่ต้องการพาพาคีย์บอร์ดแบบไร้สายใช้เชื่อมต่อกับโน้ตุบ๊ก หรือ พีซี กับคีย์บอร์ดเบาๆ บางๆ ที่ออกแบบให้มีความโค้งเพื่อให้ถนัดกับสรีระ การวางมือ ซึ่งนอกจากตัวคีย์บอร์ดแล้วก็ยังมีนัมเบอร์แพด สำหรับป้อนตัวเลขแยกมาอีกด้วย ราคาของตัวคีย์บอร์ดหลักอยู่ที่ $89.99 ส่วนนัมเบอร์แพด ราคา $44.95  จะออกวางจำหน่ายเป็นทางการประมาณเดือนตุลาคมนี้

ขอบคุณที่มาจาก : http://www.igadgety.com/article.php?id=5333 และ itechnews

OneApp ช่วยมือถือพื้นฐานรันแอพฯไฮโซ

ในขณะที่ไอโฟน แบล็คเบอร์รี่ และแอนดรอยด์ ได้รับความนิยมอย่างมากมายในโลกแห่งแอพพลิเคชันบนมือถือ แต่ผู้ใช้มือถือทั่วโลกส่วนใหญ่ยังคงใช้รุ่นโบราณอยู่ ซึ่งไมโครซอฟท์เห็นช่องตลาดดังกล่าว เลยหันมาเอาใจผู้ใช้กลุ่มนี้ (ที่เป็นกลุ่มใหญ่) ด้วยการแนะนำโปรแกรมหน้าร้านเสมือนบนมือถือชื่อว่า OneApp โดยมีเป้าหมายให้บริการแอพฯที่สามารถใช้ได้กับมือถือที่มีข้อจำกัดเรื่องโพ รเซสเซอร์ และหน่วยความจำ

งานนี้ไมโครซอฟท์หวังเจาะฐานตลาดผู้ใช้ทีอยู่ในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่ง OneApp จะทำให้มือถือที่มีคุณสมบัติพื้นฐานสามารถดาวน์โหลดแอพฯ ต่างๆ ที่ปกติจะใช้งานไดักับมือถือไฮโซเท่านั้นอย่าง Facebook, Twitter และโปรแกรมต่างๆ ได้ โดยไม่ต้องการแบนด์วิดธ์มากมาย

OneApp จะมีขนาดแค่ 150 กิโลไบต์เท่านั้น ในขณะที่แอพฯที่ให้บริการจะมีขนาดแค่ 30 กิโลไบต์ โดยมันจะทำหน้าที่เพียงบางส่วนของโปรแกรมที่ผู้ใช้ต้องการเรียกใช้ งานเท่านั้น เพื่อช่วยประหยัดทรัพยากรระบบ โดยไมโครซอฟท์จะช่วยเก็บข้อมูลส่วนใหญ่ของโปรแกรมไว้บนเซิร์ฟเว่อร์ของ ทางบริษัท เพื่อให้มือถือทีมีการทำงานขั้นพื้นฐาน (feature phone) สามารถทำงานกับแอพฯข้างต้นได้อย่างคล่องตัวนั่นเอง (แนวคิดของการให้บริการแบบ Cloud service โดยแอพฯจะไม่ได้โหลดเข้าไปในมือถือ) นอกจากนี้ทางบริษัทยังเปิดเผยอีกด้วย ว่า จะร่วมมือกับ Blue Lable Telecoms Group ในแอฟฟริกาใต้ในการเปิดให้บริการดังกล่าว

“Microsfot OneApp จะสามารถช่วยผู้ใช้ให้ได้ทำสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาไม่เคยทำได้มาก่อนบนมือถือ ตั้งแต่การชำระค่าสินค้าและบริการด้วย e-Wallet ไปจนถึงช่วยวินิฉัยสุขภาพ หรือเชื่อมต่อกับเพื่อนๆ และครอบครัว(Social Network)” Amit Mital รองประธานฝ่ายองค์กรของไมโครซอฟท์ กล่าว

ขอคุณข้อมูลจาก: http://www.arip.co.th/news.php?id=409809 และ  microsoft.com


ด่วน!!! ศาลสั่ง MS หยุดขาย Word

รายงานข่าวล่าสุดจากเว็บไซต์บีบีซีระบุว่า ศาลชั้นต้นในสหรัฐฯ ได้สั่งให้บริษัทไมโครซอฟท์จ่ายค่าเสียหายเป็นเงินมากกว่า 290 ล้านเหรียญฯ (ประมาณหนึงหมื่นล้านบาท) ในข้อหาตั้งใจละเมิดสิทธิบัตรของ I4i บริษัทซอฟต์แวร์ในแคนาดา

สำหรับสิทธิบัตรที่ถูกละเมิดจะว่า ด้วยเรื่องของการประยุกต์ใช้ XML ภาษาโปรแกรมที่ใช้ในการจัดรูปแบบของข้อความ และทำให้ไฟล์ข้อมูลที่ใช้ฟอร์แมตนี้สามารถถูกอ่านขึ้นมาด้วยโปรแกรมต่างๆ ได้ ซึ่งการใช้ XML ในลักษณะดังกล่าวจะพบได้ในซอฟต์แวร์ Microsoft Word โดย Leonard Davis ศาลชั้นต้นในเท็กซัสยังได้ออกคำสั่งห้าม ไม่ให้ไมโครซอฟท์จำหน่ายซอฟต์แวร์ Word อีกด้วย (ซึ่งรวมถึงที่ไปกับชุดโปรแกรม Office)

ใน ส่วนของ I4i ได้จดสิทธิบัตรว่าด้วยการจัดการโครงสร้าง และเนื้อหาของเอกสารแยกจากกัน โดยมี XML เป็นเครื่องมือให้ผูั้ใช้ใช้ในการจัดรูปแบบของเอกสารข้อความ นอกจากนี้ XML ยังถูกใช้ในโปรแกรมเวิร์ดตัวอืนๆ ด้วยอย่างเช่น OpenOffice ด้วย

นอก จากจะโดนค่าปรับถึง 290 ล้านเหรียญฯแล้ว ศาลยังมีคำสั่งห้ามขาย และ/หรือ นำเข้าในสหรัฐฯ สำหรับซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นใดๆ ที่สามารถเปิดไฟล์ XML ที่ได้รับการปรับแต่งอีกด้วย (ไฟล์ที่มีนามสกุล .xml, .docx หรือ .docm) ทั้งนี้ไมโครซอฟท์มีเวลา 60 วันในการปฎิบัติตามคำสั่งศาล อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทจะยื่นอุทธรณ์อย่างแน่นอน “เรารู้สึกผิดหวังกับคำพิพากษาของศาล” Kevin Kutz โฆษกประจำบริษัทไมโครซอฟท์กล่าว “แต่เราก็เชื่อว่า เรามีหลักฐานที่ชัดเจนในการแสดงให้ศาลเห็นว่า เราไม่ได้ละเมิด และสิทธิบัตรของ I4i ใช้ไม่ได้ เราจะอุทธรณ์คำพิพากษาของศาล”

ขอบคุณที่มาจาก : http://www.arip.co.th/news.php?id=409706

เคยได้ยินเพลง Jingle “Bing” หรือเปล่า?

ไมโครซอฟท์ (Microsoft) พยายามทำการตลาดให้กับเสิร์ชเอ็นจิ้นที่ชื่อว่า “Bing” ตลอดเวลา ตั้งแต่เปิดตัวด้วยการทุ่มโฆษณาทางทีวี (พร้อมทั้งเผยแพร่ทาง YouTube) จนทำให้ผู้ชมได้ฮากันไป แต่จะทำให้อยากใช้ Bing หรือเปล่า ไม่แน่ใจ? อย่างไรก็ตาม คุณผู้อ่านหลายท่านอาจจะไม่ทราบว่า ไมโครซอฟท์มีการจัดการแข่งขันประกวดแต่งเพลงสั้น หรือ Jingle ให้กับ Bing ด้วย???

การตลาดที่ใช้วิธีโยนโจทย์ให้ผู้ บริโภคช่วยกันคิด (ช่วยกันเล่าสู่กันฟัง) เพื่อสร้างแบรนด์ให้กับสินค้า และบริการกำลังฮิตในการดำเนินธุรกิจปัจจุบัน หรือที่เรียกกันเท่ๆ ว่า CGC (Consumer Generated Content) บ้านเราก็เช่น “คุณใช้ Dettol ทำอะไร?” หรือ “วันศุกร์ ถ้าไม่ดื่มเหล้า ทำอะไรดี?” ซึ่งกำลังฮิตติดปาก และได้ผลกว่าโฆษณาที่ต้องคิดเองอีกด้วย ล่าสุดไมโครซอฟท์จัดประกวดแข่งขันทำ Jingle หรือเพลงสั้นให้กับ “Bing” โดยมีตัวอย่างมาให้ดูกันข้างล่างนี้ (ผลงานที่ #203 ชื่อว่า “Bing goes the Internet”)

แต่ ดูเหมือนจะเข้าใจอะไรผิดกันไปหรือเปล่า? เพราะโดยความหมายของ “Jingle” มันคือ “สโลแกนสั้นๆ ที่มาพร้อมกับท่วงทำนองเร้าใจชวนจดจำ(นำไปร้องกันเล่นได้ยิ่งดี)” แต่จากวิดีโอตัวอย่างข้างต้นมันไม่สั้นเอาซะเลย ที่แย่กว่านั้นก็คือ มันดูน่ากลัว และไร้รสนิยมจนขาดแรงจูงใจให้ดูจนจบ (โยคะประกอบเพลง “Bing” ที่ท่อนฮุคยังไม่ชวนจดจำเลย ท่าเต้นไม่ได้สื่อให้เห็นถึงความเก่งของเสิร์ช แต่เหมือนออกกำลังกายกับเหล่าวิญญาณที่อยู่ด้านหลัง…โห…วิจารณ์แรงไปไหม เนี่ย?) ผลงานชิ้นนี้เป็นของ Jonathan Mann ที่ชื่นชอบการเขียนเพลง (ขนาดประกาศว่า ขอเขียนเพลงทุกวัน) รายงานข่าวว่า เขาได้รับรางวัลเป็นเงินสูงถึง 500 เหรียญฯ (ประมาณ 18,000 บาท) จากไมโครซอฟท์…ไม่เคยดูมาก่อนล่ะสิท่า…เอ่อ…ผมก็เหมือนกันครับ :p

ขอบคุณที่มา : http://www.arip.co.th/news.php?id=409667