วินโดวส์ 7 Archive

ระวัง!!! “จอดำมรณะ” บน Windows 7

ระวัง!!! “จอดำมรณะ” บน Windows 7

เมื่อสัปดาห์ทีผ่านมา ผู้ใช้ Windows 7 จำนวนหนึ่งเริ่มไม่พอใจที่จู่ๆ คอมพิวเตอร์ของพวกเขาก็ปิดตาย (lock up) ตัวเองด้วยการแสดงหน้าจอดำสนิท ซึ่งอาการดังกล่าวเรียกว่า Black Screen of Death คนละอาการกับ Blue Screen of Death (BSOD) ที่เราคุ้นเคย โดยอาการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ได้มีการอัพเดตแพตช์เมื่อวันอังคารที่ 10 พฤศจิกายนทีผ่านมา

ล่าสุดทางไมโครซอฟท์ได้รับแจ้งปัญหา”จอดำมรณะ”ที เกิดขึ้นกับผู้ใช้เรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ยืนยัน หรือปฏิเสธปัญหาที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด เพียงแต่บอกว่า ขณะนี้ทางบริษัทกำลังตรวจสอบว่า อัพเดตล่าสุดเป็นตัวการที่ทำให้เกิดปัญหากับลูกค้าบางราย หรือไม่? ซึ่งหากได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแล้ว ทางบริษัทจะแจกแจงรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีป้องกัน หรือชี้ชัดต้นตอของปัญหาให้ได้ทราบกันอีกที

สำ หรับแพตช์ล่าสุดจะมีการเปลี่ยนแปลงการทำานของ Access Control List (ACL) ซึ่งเป็นรายการในการให้สิทธิ์กับผู้ใช้ที่ล็อกออนเข้าสู่ระบบปฏิบัติการ (ในรีจิสทรี) ผลลัพธ์จากการแก้ไขการทำงานดังกล่าว ทำให้แอพพลิเคชันบางตัวที่ติดตั้งเข้าไปในเครื่องของผู้ใช้ก่อนหน้านี้ (โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ระบบรักษาความปลอดภัยต่างๆ) ซึ่งพวกมันจะไม่มีทางทราบถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ส่งผลให้ เกิดข้อผิดพลาดของการทำงาน และอาจะเป็นสาเหตุให้เกิดอาการ ”จอดำมรณะ” ได้ในที่สุด ไมโครซอฟท์ตั้งใจที่จะปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยของวินโดวส์ แต่ผลลัพธ์กลับทำให้ระบบรักษาความปลอดภัยของผู้ใช้มีปัญหา จนพาให้ระบบล่มการทำงานในที่สุด

Prevx บริษัทผู้เชี่ยวชาญทางด้านระบบรักษาความปลอดภัยตังข้อสังเกตไว้ในบล็อกว่า “หลังจากอัพเดตแพตช์ และรีสตาร์ท Windows 7, Vista, XP, NT, W2K, W2K3 หรือ W2K8 บนพีซี หรือเซิร์ฟเว่อร์ ระบบจะสามารถทำงานได้ปกติดี จนกระทั่งล็อกออนเข้าไป ปรากฎว่า มันไม่แสดงเดสก์ทอป ทาสก์บาร์ ซิสเต็มเทรย หรือไซด์บาร์ให้เห็นแต่อย่างใด คงมีเพียงแค่หน้าจอดำสนิท กับหน้าต่าง Windows Explorer ค้างอยู่เท่านั้น ซึ่งบางทีมันก็ถูกมินิไมซ์จนทำให้อาจมองไม่เห็นได้” ในขณะที่ไมโครซอฟท์ยังไม่สรุปปัญหาที่พบ ทาง Prevx ได้ออกซอฟต์แวร์แก้ไขปัญหา (48.3KB) ที่เข้าไปแก้ไขรีจิสทรีให้เหมาะสม (สามารถเข้าไปแก้ไขโดยตรง โดยไม่ต้องใช้ซอฟต์แวร์ก็ได้) และสอดคล้องกับข้อกำหนดของ ACL เรียบร้อยแล้ว

ขอบคุณข้อมูลจาก: ARIP , Techspot

ยอดผู้ใช้ Windows 7 เพิ่มเป็น 4% แล้ว

ยอดผู้ใช้ Windows 7 เพิ่มเป็น 4% แล้ว

ข้อมูลจาก Net Applications ระบุว่า ยอดผู้ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 7 ยังคงมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ สถิติการเข้าถึงเน็ตผ่านทางพีซีที่ทำงานด้วยโอเอสตัวนี้มีส่วนแบ่งมากถึง 4% แล้วในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ขณะที่ระบบปฏิบัติการ Windows Vista ต้องใช้เวลาถึง 7 เดือนกว่าจะมีส่วนแบ่งของผู้ใช้ในระดับเดียวกันนี้ “ความต้องการ และความคาดหวังที่มีต่อ Windows 7 ได้รับการยืนยัน(จากตัวเลขสถิติที่เกิดขึ้น)แล้ว” Vince Vizzaccaro รองประธานฝ่ายบริหารของ Net Applications กล่าว คำถามที่ตามมาก็คือ ด้วยความแรงของ Windows 7 จะช่วยให้ไมโครซอฟท์ช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดคืนมาจาก Apple ได้ หรือไม่? “ถ้าถามว่า Windows 7 จะสามารถชะลอการลดลงของส่วนแบ่งตลาด หรือแม้แต่ช่วงชิงส่วนแบ่งคืนกลับมาได้ หรือไม่นั้น ผมคิดว่า เราจะทราบคำตอบได้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้” Vizzaccaro กล่าว

ช่วง ประมาณหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา Net Applications ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ยอดการใช้งาน Windows 7 เพิ่มขึ้นถึง 3% และมีแนวโน้มว่า มันจะเพิ่มขึ้นในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ระบบปฏิบัติการ Windows 7 เริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 22 ตุลาคม โดยได้เคยมีสถิติการใช้งาน ด้วยการวัดจากการเข้าใช้อินเทอร์เน็ตสูงถึง 2% ก่อนที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ซึ่งบริษัทวิจัยตลาด NPD กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ยอดขาย Windows 7 ตอนเปิดตัวสูงเป็นสองเท่าของ Windows Vista

ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ยังกล่าวอีกด้วยว่า องค์ธุรกิจต่างๆ ได้ให้ความสนใจ Windows 7 เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่จะใช้เวลาในการทดสอบ่อยู่หลายเดือนพอสมควร ก่อนที่จะมีการนำไปใช้อย่างแพร่หลายในองค์กร ในงาน TechEd ที่จัดขึ้นในยุโรป ไมโครซอฟท์ได้แนะนำเกี่ยวกับการนำ Windows 7 และ Windows Sever 2008 R2 ไปใช้ในองค์กร พร้อมทั้งเปิดเผยถึงลูกค้าองค์กรรายแรกๆ ที่ได้นำผลิตภัณฑ์ทั้งสองนี้ไปใช้แล้ว

ขอบคุณข้อมูลจาก: ARIP และ eweek

ข่าวรั่ว!!! Windows 8 ยกเครื่อง”โอเอส”

รายงานข่าวล่าสุดที่รั่วหลุดกันออกมาจากหนึ่งในทีมวิจัย และพัฒนาซอฟต์แวร์ของไมโครซอฟท์ (microsoft) ในสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ระบบปฏิบัติการที่จะออกมาหลังจาก Windows 7 (อาจหมายถึง Windows 8 ขึ้นไป) จะขยับขึ้นไปทำงานบนฮาร์ดแวร์ทีใช้สถาปัตยกรรม 128 บิท (IA-128)

Robert Morgan พนักงานไมโครซอฟท์ได้เปิดเผยถึงแผนการพัฒนาระบบปฏิบัติการรุ่นต่อไปอย่าง Windows 8 หรือแม้แต่ Windows 9 ภายในเว็บไซต์เครือข่ายธุรกิจอย่าง LinkedIn โดยประวัติการทำงานของเขาคือ ตำแหน่ง “นักวิจัยและพัฒนา” ล่าสุดข้อมูลประวัติของเขาได้ถูกลบออกไปจากเว็บไซต์ดังกล่าวแล้ว แต่อาจจะพบได้ในแคช(cache)ของเว็บไซต์ Google

ใน รายละเอียดที่หลุดออกมานั้นระบุว่า เขากำลังทำงานในส่วนวิจัย และพัฒนาของแผนกรักษาความปลอดภัยขั้นสูง รวมถึงการวางแผนกลยุทธ์สำหรับสื่อ และโครงการระยะยาว โดยได้กล่าวถึงโครงการวิจัยและพัฒนาของเขานั้นจะมีเรื่อง ของความเข้ากันได้ (compatibility) ของสถาปัตยกรรม 128 บิทกับเคอเนล Windows 8 และ Windows 9 ซึงเขารับผิดชอบในการสร้างความสัมพันธ์กับพันธมิตรฮาร์ดแวร์สำคัญๆ อย่าง Intel, AMD, HP และ IBM (ระบบปฏิบัติการ Windows 7 ที่กำลังจะวางตลาด 22 ตุลาคมนี้จะมีให้เลือก 2 รุ่นคือ ใช้สถาปัตยกรรม 32 บิท และ 64 บิท)

ความ จริงผู้ใช้มีทางเลือกสำหรับโอเอส 64 บิทมาตั้งแต่ Windows XP Professional x64 Edition ตั้งแต่พฤษภาคม 2005 แล้ว ซึ่งพอมาถึง Vista ก็ยังคงมีให้เลือกทั้ง 32 บิท และ 64 บิทกันอีก แต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบรับจากตลาดเท่าที่ควร สำหรับสถาปัตยกรรม 64 บิทจะทำให้คอมพิวเตอร์สามารถอ้างอิงแอดเดรสของหน่วยความจำ (RAM) ได้มากขึ้น และในทางทฤษฎีมันจะมีประสิทธิภาพการทำงานที่เหนือกว่า 32 บิท ซึ่งดูเหมือนสถาปัตยกรรม 64 บิทจะได้รับความนิยมอย่างชัดเจนในระบบปฏิบัติการ Windows 7 การพูดถึงสถาปัตยกรรม 128 บิทใน Windows 8 จึงหมายถึงการก้าวกระโดดอีกครั้งของสมรรถนะการทำงานของคอมพิวเตอร์ในอนาคต ข้อมูลจากไมโครซอฟท์ระบุว่า ทางบริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวระบบปฏิบัติการ Windows เวอร์ชันใหม่ทุกๆ 3 ปี ซึ่งหากเป็นไปตามเวลา คาดว่า เราจะได้เห็น Windows 8 ในปี 2012

ขอบคุณข้อมูลจาก : ARIP และ osnews

ช็อค!!! Windows 7 บู๊ตช้ากว่า Vista

รายงานข่าวที่อาจจะทำให้หลายคนต้องแปลกใจเป็นที่สุดนั่นก็คือ ผู้เชียวชาญระบบคอมพิวเตอร์จาก Iolo Technologies ได้จับเวลาการบู๊ตเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำงานด้วยโอเอสตัวใหม่อย่าง Windows 7 ที่ฝ่ายการตลาดของไมโครซอฟท์อ้างว่า มันบู๊ตเร็วกว่า Vista แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับไม่เป็นเช่นนั้น…เพราะอะไร?

Iolo Technologies บริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์จูนอัพปรับแต่งพีซีทีมีชื่อว่า System Mechanic เปิดเผยว่า ระบบปฏิบัติการ Windows 7 ใช้เวลาในการบู๊ตเครื่องจนพร้อมใช้งานได้ประมาณ 1 นาที 34 วินาที ในขณะที่ Vista จะใช้เวลาเพียง 1 นาที 6 วินาทีเท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญจากเว็บไซต์ซีเน็ต ที่ระบุว่า Windows 7 ใช้เวลานานเกินไปสำหรับการเริ่มต้นการทำงานของการ์ดเน็ตเวิร์ก ทำให้คุณไม่ สามารถเข้าถึงเน็ตได้ทันที โดยคุณสามารถเดินไปชงกาแฟได้อย่างสบายๆ ในระหว่างรอบู๊ตเครื่อง

Iolo กล่าวว่า การจับเวลาบู๊ตเครื่องส่วนใหญ่ที่เปิดเผยออกมาจะวัดที่การปรากฎของเดสก์ทอป ซึ่งใน Windows 7 จะเริ่มแสดงผลเดสก์ทอปได้เร็วกว่า โดยใช้เวลาแค่ประมาณ 40 วินาทีเท่านั้น แต่สิ่งทีเกิดขึ้น ณ.ขณะนั้น ไม่ได้หมายความว่า Windows 7 พร้อมให้บริการกับผู้ใช้อย่างสมบูรณ์แล้ว ทั้งนี้ทางบริษัทจะจับเวลาตั้งแต่เริ่มเปิดเครื่องไปจนถึงเวลาที่โอเอสพร้อม ใช้งาน “เราพิจารณาจากรอบการทำงานของ CPU ที่ไม่ได้สูงอย่างมีนยะ และอยู่ในสถานะ”ว่าง” (idle) จริงๆ”

นอก จากนี้ ทาง Iolo ยังเปิดเผยอีกด้วยว่า Windows จะใช้เวลาในการบู๊ตนานขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งจากประสบการณ์ของ Iolo เครื่องที่ใช้งานเป็นเวลา 3 เดือนจะใช้เวลาในการบู๊ตนานขึ้นอีก 1 นาที หรือประมาณ 2 นาที 34 วินาที อย่างไรก็ตาม Windows 7 จะมีประสิทธิภาพในการทำงานโดยรวมดีกว่า Vista อย่างชัดเจน

ขอบคุณข้อมูลจาก : ARIP และ  ZDNet

ตะลึง!!! บู๊ต Windows 7 แค่ 10 วินาที

ก่อนหน้านี้ Splashtop ลินุกซ์เวอร์ชัน”มินิ”สามารถบู๊ตโน้ตบุ๊กให้ทำงานได้ภายในไม่ถึงสิบวินาที แต่นี่ Windows 7 นะ จะสามารถบู๊ต และใช้งานได้ภายใน 10 วินาทีเนี่ยนะ ฝันไปเลย นอกจากใช้โหมดต่างๆ (sleep mode) ในการที่จะเปิดโน้ตบุ๊กขึ้นมาให้พร้อมทำงานอย่างรวดเร็ว อ๊ะๆ เดี๋ยวก่อนครับ ยังเล่าไม่จบเลย…

เรื่องของเรื่องก็คือ ไบออส (BIOS)ของ Phoenix รุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับฟังก์ชัน Instant Boot ซึ่งสามารถเปิดการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ พร้อมกันได้อย่างรวดเร็วภายใน 1 วินาที ในขณะที่ไบออสทั่วไปจะเปิดการทำงานของฮาร์ดแวร์ทีละตัว และนั่นคือเวลาที่ต้องเสียไปประมาณ 10 วินาทีก่อนที่ระบบปฏิบัติการจะเริ่มโหลดตัวเองเข้าสู่หน่วยความจำ

ใน การสาธิตการทำงานของไบออสรุ่นใหม่ในงาน IDF 2009 บนโน้ตบุ๊ก Lenovo T400s ที่ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Windows 7 ปรากฎว่า มันสามารถบู๊ตเครื่องขึ้นพร้อมทำงานภายใน 10 วินาทีเท่านั้น แน่นอนว่า นอกจากตัวช่วยในส่วนของไบออสแล้ว ไดรฟ์ที่ใช้ในเครื่องยังเป็นแบบ SSD และเป็น Windows 7 ที่ยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไร้ซึ่งแอพพลิเคชันใดๆ ติดตั้งเพิ่มเติมเข้าไป ที่สำคัญมันไม่ได้รันกราฟิกหวานแหววอย่าง Aero อีกด้วย แม้จะฟังดูดีที่สามารถบูีตเครื่องได้เร็วมากขนาดนี้ ว่าแต่จะมีสักกี่คนที่ใช้โอเอสดิบๆ โดยไร้ซึ่งแอพพลิเคชันใช้งานในโลกแห่งความเป็นจริงกันล่ะ?

ทางฟินิกส์ กล่าวว่า พวกเขาสามารถพัฒนาเวลาในการบู๊ตให้สั้นลงไปได้อีก หากเป็นการปรับแต่งการทำงานเฉพาะรุ่นของโน้ตบุ๊ก อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทยังไม่ได้เปิดเผยว่า ได้มีการตกลงร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตโน้ตบุ๊กรายใดบ้างแล้ว แม้มันจะไม่ได้ทำให้เปิดปุ๊บติดปั๊บแบบที่วี แต่การที่ผู้ใช้ทั่วโลกได้รับการฝึกให้รู้จักคำว่า “รอบู๊ต” กันมานานแล้ว การได้คืนมาถึง 10 วินาที ก็ต้องถือว่า เร็วน่าใจหายแล้วล่ะ :p


ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.arip.co.th/news.php?id=410030 และ  laptopmag

“พีซีของคุณ ชีวิตของคุณ” Windows 7

สำหรับใครที่ยังประทับใจมิวสิควิดีโอ และเพลง Good Times, Bar Times ที่ไปกับ Windows 95 เหมือนผม ล่าสุดขณะที่ Windows 7 กำลังจะวางตลาดในเดือนหน้า ไมโครซอฟท์ก็ได้ปล่อยโฆษณาออกมาอีก 3 ชิ้นด้วยกัน งานนี้ขนมาทั้งเพลงเพราะๆ มิวสิควิดีโอน่ารักๆ และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ Windows 7 ที่จะเข้าไปอยู่ในพีซีของคุณ และชีวิตของคุณ :p

ไมโครซอฟท์ (microsoft) ต้องการจะย้ำเตือนผู้ใช้ว่า Windows 7 ระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่กำลังจะกลายเป็นศูนย์กลางความบันเทิงของชีวิตคุณ หลังจากเสร็จจากการทำงาน ซึ่งนอกจากน้องหนูไคลี่ที่แสนน่ารักแล้ว ยังมีอีกโฆษณาอีก 3 ชิ้น ได้แก่ ชุด “Wndows 7: Your PC, Your Life”, “Personalization: Your PC, Your Style” และ “Windows Live Movie Maker: Share videos, Share Your Life” ขออนุญาตไม่เล่ารายละเอียดของโฆษณาทั้งสามชิ้นนะครับ คิดว่า ให้ดูเองน่าจะประทับใจกว่า :)

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.arip.co.th/news.php?id=410029

Eee PC 1201N เน็ตบุ๊ก Windows 7

รายงานข่าวล่าสุด อะซุส (Asus) ได้ออก Eee PC 1201N เน็ตบุ๊กรุ่นใหม่ที่มีหน้าจอขนาด 12 นิ้ว มาพร้อมกับชิปเซ็ตกราฟิก Ion ของ NVIDIA พร้อมหน่วยความจำระบบ 2GB โดยแม้จะยังมีการนำเสนอข้อมูลของเน็ตบุ๊กตัวนี้ในเว็บไซต์ของทางบริษัท แต่มันอยู่ในรายการสินค้าที่พร้อมสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ค้าปลีกในจีน สนนราคาอยู่ที่ 3,604 หยวน (ประมาณ 17,500 บาท)

Eee PC 1201N จะใช้โพรเซสเซอร์ Atom N270 1.66GHz ทำงานร่วมกับชิปเซตกราฟิก Ion ของ NVIDIA เพื่อให้สามารถเล่นภาพยนต์ที่ไฮเดฟฯ ได้อย่างลื่นไหล หน่วยความจำระบบ 2GB และฮาร์ดดิสก์ 250GB (SATA ความเร็ว 5400 รอบต่อนาที) สำหรับความละเอียดสูงสุดของการแสดงผลบนหน้าจอ LED กว้าง 12 นิ้วคือ 1,366 x 768 พิกเซล (16:9) เชื่อมต่อไร้สายด้วย Wi-Fi b/g/n และบลูทูธ แถมยังเชื่อมต่อเครือข่ายผ่าน Ethernet 10/100 ได้อีกด้วย พอร์ต USB 2.0 คอนเน็คเตอร์ VGA และการ์ดรีดเดอร์ รวมถึงเว็บแคมความละเอียด 1.3 ล้านพิกเซล

Eee PC 1201N จะใช้แบตเตอรี่ 6 ก้อน ซึ่งทางอะซุสอ้างว่า มันสามารถทำงานได้นานถึง 11 ชั่วโมงเมื่อทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Windows 7 คาดว่าจะมีการเปิดตัวในช่วงปลายเดือนตุลาคม หลังเปิดตัวระบบปฏิบัติการ Windows 7 ของไมโครซอฟท์นั่นเอง

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.arip.co.th/news.php?id=410000 และ pcpop.com

ใช้ Windows 7 ช่วยลดต้นทุนถึง 20%

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์อ้างว่า นอกจากระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่อย่าง Windows 7 จะมีสเถียรภาพของการทำงาน และระบบจัดการพลังงานที่ดีกว่าโอเอสรุ่นก่อนหน้านี้แล้ว หากองค์กรในภาคธุรกิจเลือกใช้ Windows 7 มันยังช่วยลดต้นทุนในการซัพพอร์ตระบบได้มากถึง 20% อีกด้วย

สำหรับข้อมูลดังกล่าว ไมโครซอฟท์อ้างว่า เป็นการรวบรวมผลสรุปจากฟีดแบ็คของผู้ที่ได้มีโอกาสใช้เป็นกลุ่มแรกๆ ซึ่ง ปรากฎว่า Windows 7 สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการซัพพอร์ตคอมพิวเตอร์ให้กับบริษัทได้ 70 – 160 เหรียญฯ ต่อเครื่อง โดยจำนวนเงินนี้ได้มาจากค่าบริการซัพพอร์ตพีซีต่อเครื่องเป็นระยะเวลานาน 2 ชั่วโมง (การที่ Windows 7 มีปัญหาน้อย ช่วยให้ธุรกิจไม่ต้องเสียค่าบริการตรงนี้มากนัก หรือเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายนั่นเอง)

“หลายบริษัทตระหนักดีว่า Windows 7 สามารถช่วยประหยัดค่าแรงงานไอทีได้โดยตรง” Gavriella Schuster ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์วินโดวส์ ได้โพสต์ไว้ในบล็อก “เรารู้สึกดี และตื่นเต้นมากกับผลลัพธ์ที่ได้จากกลุ่มผู้ใช้ Windows 7 เป็นกลุ่มแรกๆ ซึ่งมันแสดงให้เห็นถึงคุณค่าที่แท้จริงของ Windows 7 ที่มีต่อองค์กรภาคธุรกิจ” Schuster กล่าว สำหรับผลการวิจัยข้อมูล (Early adoptors survey) ดังกล่าวจัดทำโดยไมโครซอฟท์ร่วมกับ City of Miami, Getronics และบริษัท Baker Tilly ในสหราชอณาจักร

อย่างไรก็ตาม Schuster ไม่ได้ระบุว่า ตัวเลขเม็ดเงินที่ประหยัดขึ้นมาได้นั้นเป็นการเปรียบเทียบจากการใช้ Windows 7 กับ Windows Vista ที่ค่อนข้างมีปัญหา หรือ Windows XP ที่มีสเถียรภาพค่อนข้างดีในการใช้งาน นอกจากนี้ทางไมโครซอฟท์ยังกล่าวว่า ทางบริษัทมีแผนที่จะออกชุดเครื่องมือช่วยให้องค์กรย้ายไปใช้ Windows 7 ได้ง่ายขึ้นในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.arip.co.th/news.php?id=409975 และ IW

ได้เวลาถอย”โน้ตบุ๊ก Windows 7″

ในขณะที่ Windows 7 กำลังจะเปิดตัวในวันที่ 22 ตุลาคม ศกนี้ เหล่าบรรดาผู้ผลิตพีซีต่างก็เตรียมออกโน้ตบุ๊กร่นใหม่ต้อนรับโอเอสตัวนี้กัน ถ้วนหน้า หนึ่งในนั้นก็เห็นทีจะหนีไม่พ้น บริษัทผู้ผลิตพีซีอันดับหนึ่งของโลกอย่าง ฮิวเล็ตต์ แพคการ์ด หรือ HP ที่ล่าสุดได้ออกโน้ตบุ๊กที่มาพร้อมกับ Windows 7 ถึง 2 รุ่นด้วยกัน

HP ProBook 5310m และ HP pavilion dm3 โน้ตบุ๊กรุ่นใหม่ดีไซน์ล้ำจากเอชพีที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows 7 โดยทั้งสองรุ่นเป็นโน้ตบุ๊กหน้าจอแอลอีดี 13.3 นิ้ว ตัวถังภายนอกเป็นอะลูมินัม แข็งแรง และมีน้ำหนักเบา ความแตกต่างของโน้ตบุ๊กทั้งสองรุ่นที่มาจากต่างซีรียส์กันก็คือ องค์ประกอบที่อยู่ภายใน โดยถ้าเป็น ProBook 5310 จะมีโพรเซสเซอร์ให้เลือก 2 ตระกูลด้วยกันคือ Core 2 Duo 2.2GHz หรือ Celeron ULV 1.2GHz ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้ว่า ต้องการความแรงของการประมวลผล หรือระยะเวลาที่ใช้งานได้นานขึ้น แต่ถ้าเป็น Pavilion dm3 จะใช้โพรเซสดูอัลคอร์รุ่นใหม่เป็น AMD neo X2 (แต่สามารถเลือกเป็น Intel Pentium SU4100 ULV)

สำหรับ ตัวถังของรุ่น ProBook จะใช้อะลูมินัมที่ได้รับการทำปฏิกิริยากับอ็อกไซด์ เพื่อให้ทดต่อรอยขีดข่วน คีย์บอร์ดที่ยกตัวขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้พิมพ์สะดวกขึ้น ในขณะที่ความหนาของมันเพียง 0.93 นิ้ว ส่วน Pavilion dm3 จะมีความหนากว่าเล็กน้อย สนนราคาของ ProBook 5310m จะเริ่มต้นที่ 699 เหรียญฯ (ประมาณ 26,000 บาท) ส่วน Pavilion dm3 จะเริ่มต้นที่ 549 เหรียญฯ (ประมาณ 20,000 บาท) ทางเอชพีอ้างว่า อายุการใช้งานแบตเตอรี่ทั้งสองรุ่นจะอยู่ได้นาน 7 – 10 ชั่วโมง และมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows 7 ทั้งสองรุ่น

HP Pavilion DM3

  • หน้าจอ LED 13.3 นิ้ว ความละเอียด 1366×768,
  • โพรเซสเซอร์ AMD Neo X2 1.6GHz หรือ Intel Pentium SU4100 1.3GHz
  • หน่วยความจำ DDR2 4GB (Neo) หรือ DDR3 4GB (Pentium)
  • การ์ดจอ ATI Radeon HD 3200 graphics (Neo) หรือ Intel GMA 4500MHD (Pentium)
  • ฮาร์ดดิสก์ความจุ 320GB 7,200 rpm (Neo) หรือ 500GB , 7,200 rpm (Pentium)
  • สนับสนุนการเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi 802.11 b/b/n, บลูทูธ
  • พอร์ต USB 2.0 4 พอร์ต, HDMI
  • ไดรฟ์ CD/DVD
  • น้ำหนัก 4.21 ปอนด์ (ประมาณ 1.9 กิโลกรัม)

HP ProBook 5310m

  • หน้าจอ LED 13.3 นิ้ว ความละเอียด 1366×768
  • โพรเซสเซอร์ Intel Core 2 Duo SP9300 2.26GHz หรือ Intel Celeon SU2300 1.2GHz
  • ชิปเซตแสดงผลกราฟิก Intel GMA 4500MHD
  • หน่วยความจำ DDR2 เพิ่มได้ถึง 4GB
  • ฮาร์ดดิสก์เพิ่มได้ถึง 320GB 7,200 rmp
  • สนับสนุนการเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi 802.11 b/g/n และบลูทูธ
  • ฟังก์ชัน QucikWeb และ QuickLook เพื่อเปิดเว็บ และสืบค้นอีเมล์ได้อย่างรวดเร็ว
  • น้ำหนัก 3.9 ปอนด์ (ประมาณ 1.77 กิโลกรัม)

ขอบคุณที่มาจาก : http://www.arip.co.th/news.php?id=409963

Windows 7 อัพเกรดนานสุด 21 ชม.!!!

ผู้ใช้ Windows Vista หลายท่านอาจกำลังเตรียมอัพเกรดระบบปฏิบัติการขึ้นไปใช้ Windows 7 ในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งจากรายงานข่าวระบุว่า โอเอสรุ่นใหม่มีการปรับปรุง และเปลียนแปลงการทำงานหลายส่วนที่ผู้ใช้วิสต้าต้องการ โดยเฉพาะประสิทธิภาพ และสเถียรภาพการทำงานที่ดีขึ้น

ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมา ผู้ใช้ที่ได้มีประสบการณ์ในการใช้ Windows 7 ส่วนใหญ่พอใจกับระบบปฏิบัติการรุ่นนี้ อย่างไรก็ตาม มีเรื่องบางอย่างที่คุณควรทราบก่อนที่จะเริ่มอัพเกรด โดยรายงานจากเว็บไซต์ Gizmodo ระบุว่า ไมโครซอฟท์ได้มีการจัดทีมวิศวกร เพื่อหาคำตอบสำหรับระยะเวลาที่ใช้ในการติดตั้ง Windows 7 บนเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ตัวเลขที่ได้เป็นที่น่าพอใจ โดยหากเป็นการติดตั้ง (clean installation) บนเครื่องสเป็กต่ำจะใช้เวลาประมาณ 40 – 50 นาที (ขึ้นอยู่กับว่า ติดตั้งเวอร์ชัน 32 หรือ 64 บิต) ในขณะที่หากเป็นการติดตั้งลักษณะเดียวกันบนเครื่องสเป็กสูงๆ ก็จะใช้เวลา 30 – 35 นาที

อย่าง ไรก็ตาม สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ขั้นเทพ (super-user) ที่ใช้ฮาร์ดิสก์ขนาด 650GB และมีแอพพลิเคชัน 40 ตัวขึ้นไป ไมโครซอฟท์พบว่า จะต้องใช้เวลาในการอัพเกรดนานกว่า 20 ชั่วโมงเลยทีเดียว และถึงแม้จะเปลียนไปใช้อุปกรณ์ที่มีความเร็วสูงขึ้น ระยะเวลาทั้งหมดในการติดตั้งก็ยังอยู่ที่ราวๆ 10 ชั่วโมง

จากการทดลอง ดังกล่าวได้ข้อสรุปว่า หากผู้ใช้กำลังจะสวิตช์ไปใช้โอเอสตัวใหม่ แนะนำให้ใช้วิธีล้างเครื่องให้สะอาดดีกว่ โดยสำรองข้อมูลที่จำเป็นแยกไว้บนไดรฟ์อีกตัวหนึ่ง ลบข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ที่จะติดตั้งให้สะอาดหมดจด แล้วเริ่มต้นการติดตั้ง เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลามากเกินไป

ขอบคุณข้อมูลจาก: http://www.arip.co.th/news.php?id=409958 และ Technet Blog