กูเกิ้ล Archive

Google Goggles บนบราวเซอร์ Chrome?

Google Goggles บนบราวเซอร์ Chrome?

ดูเหมือนว่า กูเกิ้ล (Google) จะไม่ได้จำกัดให้ความสามารถของบริการค้นด้วยภาพ หรือ Google Goggles ใช้ได้บนสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ (android) เท่านั้น แต่มันจะสามารถใช้งานในบราวเซอร์ Chrome ของกูเกิ้ลได้อีกด้วย

“ผมกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาโครงการทีทำให้ผู้ ใช้สามารถอินพุทภาพในการค้นหาบนเว็บ “ Xiuduan Fang โปรแกรมเมอร์ของกูเกิ้ลกล่าวในเมลลิ่งลิสต์หัวข้อ ”Chrome extension for Web Goggles” โครงการดังกล่าวเป็นนโยบายของกูเกิ้ลทีเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถ ใช้เวลาทำงาน 20% เลือกที่จะสร้างสรรค์โปรเจ็กต์ต่างๆ ที่น่าสนใจด้วยตนเอง

” เราอยากจะมีส่วนเสริมการทำงาน (extension) ของบราวเซอร์ที่จะทำให้ผู้ใช้สามารถลาก (drag) ภาพที่พบบนหน้าเว็บ แล้วไปวางลง (drop) ในกล่องรับอินพุทบนทูลบาร์ จากนั้นบราวเซอร์ก็จะแสดงผลลัพธ์การค้นหาที่ได้จากภาพนั้นขึ้นมา” Fang กล่าว

ปัจจุบัน Google Goggles เป็นแอพพลิเคชันทีมีให้ใช้เฉพาะบนสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ของกูเกิ้ลเท่านั้น อย่างไรก็ตาม กูเกิ้ลกำลังพัฒนาเวอร์ชันที่สามารถทำงานบนสมาร์ทโฟนเวอร์ชันอื่นๆ ตามมาด้วย หลักการทำงานของ Goggles จะเป็นการเปรียบเทียบภาพที่อัพโหลดเข้าไปกับฐานข้อมูลที่กูเกิ้ลสะสมไว้ เพื่อทำการวิเคราะห์ โดยมันสามารถรู้สถานที่ต่างๆ ที่ปรากฎในภาพ หรือแม้แต่อ่านข้อความที่อยู่บนฉลากขวดไวน์ได้ แต่ภายใต้กรอบนโยบายความเป็นส่วนตัว Google Goggles จะไม่สามารถรู้จำภาพถ่ายใบหน้าคน เพื่อระบุว่าเป็นใครให้ได้

ขอบคุณข้อมูลจาก: ARIPและ  cnet

YouTube สิงหาคมยอดชมทะลุหมื่นล้าน

รายงานจากคอมสกอร์ (ComScore Inc) ระบุว่า ยูทูบ (YouTube) ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดวิดีโออนไลน์อันดับหนึ่ง โดยภายในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สถิติยอดการรับชมวิดีโอออนไลน์จากทางเว็บไซต์ทะลุหนึ่งหมื่นล้านครั้งไปแล้ว หรือคิดเป็น 40% ของการรับชมวิดีโอออนไลน์จากทั่วโลก

แม้ยูทูบจะประสบความสำเร็จในยอดการชมวิดีโอออนไลน์ จากทางเว็บไซต์ แต่กูเกิ้ล (Google) เจ้าของยูทูบกลับได้รับแรงกดดันอย่างหนักจากผู้ลงทุน โดยเฉพาะรายได้ที่จะมาจากเว็บไซต์วิดีโอออนไลน์แห่งนี้ ซึ่งกูเกิ้ลได้ทุ่มเม็ดเงินซื้อมาด้วยมูลค่าสูงถึง 1.65 พันล้านเหรียญฯ อย่างไรก็ตาม ตลาดโฆษณาบนวิดีโอออนไลน์คือเป้าหมายของการสร้างรายได้ที่สำคัญของกูเกิ้ล

ส่วน ทางด้านคู่แข่งที่ตามมาเป็นอันดับสองก็คือ ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ซึ่งมียอดการรับชมวิดีโอออนไลน์บนเว็บไซต์ห่างกันลิบลิ่ว โดยมียอดอยู่ที่ 547 ล้านครั้ง หรือคิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 2.2% อันดับสามเป็น Viacom Inc. มียอดการชมวิดีโออยู่ที่ 539 ล้านครั้ง หรือ 2.1% ส่วนอันดับสี่ที่สามารถทำรายได้จากบริการได้อย่างค่อนข้างชัดเจนก็คือ Hulu 488 ล้านวิว หรือ 1.9% สำหรับ Hulu เป็นการร่วมลงทุนกับ NBC Universal ของ GE และ News Corp

สำหรับยอดการรับชมวิดีโอออนไลน์ในช่วงเดือน สิงหาคมที่ผ่านมาจะค่อนข้างสูงเป็นพิเศษ โดยมียอดการรับชมมากกว่า สองหมื่นห้าพันล้านครั้ง (25 พันล้าน) ซึ่งสถิติที่กูเกิ้ลจับได้ยอดผู้ชมวิดีโอของ YouTube ในเดือนดังกล่าวสูงถึง 121.4 ล้านคน เฉลี่ยดูคนละประมาณ 82.8 คลิป ตามด้วยเว็บไซต์ Microsoft 54.9 ล้านคน เฉลี่ย 10 คลิปต่อคน และยาฮูอยู่ที่ 51.6 ล้านคน หรือเข้าชม 6.9 คลิปต่อคน หากคิดค่าเฉลี่ยของเวลาที่ผู้คนบนเน็ตใช้ในการชมวิดีโอออนไลน์จะอยู่ที่ 9.7 ชม.ต่อเดือน ในขณะทีค่าเฉลี่ยของวิดีโอออนไลน์จะอยู่ที่ 3.7 นาทีต่อคลิป

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.arip.co.th/news.php?id=410046 และ HomeMedia

Google “ค้นหา” ข้อมูลเก่งขึ้น!!!

รายงานข่าวระบุว่า เมื่อวันศุกร์ทีผ่านมา กูเกิ้ล (Google) ประกาศว่า ทางบริษัทได้พัฒนากลไกการค้นหา (Serch Engine) ให้มีความสามารถมากขึ้น โดยเฉพาะการเจาะลึก”เว็บเพจ”ว่า เซคชั่น (section) ต่างๆ ในหน้าเว็บมันพูดถึงเรื่องอะไรกันแน่ เพื่อไม่ให้ผู้ใช้ต้องผิดหวัง หรือเสียเวลากับบริการ เนื่องจากคลิ้กลิงค์ผลลัพธ์ที่ไม่ตรงกับหน้าเว็บที่ต้องการ

ปกติกูเกิ้ลจะแสดงหน้าผลลัพธ์ด้วยการจัดหาลิงค์ (links) ของเว็บไซต์ที่ตรงกับคำค้น (keyword) แต่ล่าสุดกูเกิ้ลได้พัฒนาขีดความสามารถให้ลงลึกไปยัง”คำค้น” และลิงค์ที่เกี่ยวข้องกับคำค้นที่ปรากฎในเซ็คชั่นต่างๆ บนหน้าเว็บ แทนที่เป็นแค่ตรงกับคำค้น ซึ่งในเนื้อหาในหน้าเว็บนั้นอาจจะเป็นแค่อ้างอิงคำค้นดังกล่าวเท่านั้น แต่โดยรวมของหน้าเว็บเป็นคนละเรื่องกับสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการอย่างแท้จริง

” เราได้พัฒนาการค้นข้อมูลด้วยสองคุณสมบัติใหม่ที่ทำให้สามารถพบข้อมูลเพิ่ม เติม (ลิงค์ที่เกี่ยวข้องกับคำค้นในหน้าเว็บ) ที่ซ่อนอยู่ในเว็บเพจ” Chris Kern ทีมข้อมูลของกูเกิ้ล โพสต์ไว้ในบล็อก ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวจะแสดงลิงค์ต่างๆ ในเซคชั่นของหน้าเว็บที่เกี่ยวกับคำค้นโดยตรง เพื่อให้ผู้ใช้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ว่ามันไม่ใช่เป็นแค่หน้าเว็บที่อ้างอิงคีย์เวิร์ด “(คุณสมบัติใหม่)ทำให้การค้นของกูเกิ้ลเร็วขึ้น และง่ายขึ้นต่อการที่จะตัดสินใจได้ว่า รายการผลลัพธ์ใดที่มีข้อมูลที่ต้องการ” Kern กล่าว

การ ปรับรูปแบบการค้นข้อมูลครั้งนี้ ทำให้ผลลัพธ์ของกูเกิ้ลสามารถกระโดด (Jump to) เข้าไปยัง”ข้อมูล”ที่ผู้ใช้บริการต้องการคำตอบอย่างแท้จริง (หากพบ) เรียกได้ว่า กูเกิ้ลได้รับการพัฒนาให้ฉลาดขึ้นด้วยการตัดสินใจเลือกในสิ่งทีใช่ให้กับผู้ ใช้ทันที หรือกูเกิ้ลกำลังจะขยับไปสู่การเป็น “decision engine” ที่เหนือกว่า…ใคร?

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.arip.co.th/news.php?id=410032 และ cnetnews

Google จับ Chrome ยัดใส่ IE?

รายงานข่าวล่าสุด เมื่อวันอังคารทีผ่านมา กูเกิ้ล (Google) ได้ออกโปรแกรมเสริมการทำงาน หรือ Plug-In ใหม่สำหรับ ไออี (Internet Explorer) เพื่อช่วยให้ผู้ใช้บราวเซอร์ของไมโครซอฟท์ได้ใช้คุณสมบัติ และประสิทธิภาพการทำงานของบราวเซอร์ โครม (Chrome)

กูเกิ้ลกล่าวว่า สำหรับปลั๊กอินดังกล่าวชื่อว่า Google Chrome Frame จะช่วยให้ IE 6, 7 และ 8 สามารถใช้กลไกการทำงานของ Chrome ในการแสดง (render) หน้าเว็บ และรันจาวาสคริปท์ (JavaScript) อย่างไรก็ตาม ปลั๊กอินตัวนี้ จะทำงานได้ต้องอาศัยปัจจัยความร่วมมือสองส่วนด้วยกันคือ ทางฝั่งผู้ใช้จะต้องติดตั้งปลั๊กอินตัวนี้เข้าไปใน IE ในขณะเดียวกันผู้พัฒนาเว็บไซต์ก็จะต้องเพิ่มบรรทัดโค้ดเข้าไปในเว็บของตน เพื่อให้มันเรียกปลั๊กอินของ Chrome Frame ขึ้นมาจัดการแสดงผลหน้าเว็บให้แทนกลไกของ IE ทุกครั้งที่ผู้ใช้เข้ามาเยี่ยมชม

” สำหรับผู้ใช้ หลังจากติดตั้ง Google Chrome Frame เข้าไป พวกเขาจะได้รับประสบการณ์ของความเร็วในการใช้เว็บแอพฯ (เช่น Google Docs) ผ่านอินเตอร์เฟซที่คุ้นเคยของบราวเซอร์ IE” Alex Russel โปรแกรมเมอร์ของกูเกิ้ล และ Mike Smith ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ได้ โพสต์ไว้ในบล็อก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเงื่อนไขการใช้ข้างต้น ปลัีกอินตัวนี้อาจจะต้องใช้เวลาในการยอมรับพอสมควร เนื่องจากนักพัฒนาเว็บจะต้องอัพเดตไซต์ของพวกเขาด้วย นอกจากนี้ จะมีผู้ใช้สักกี่คนที่ไม่พอใจประสิทธิภาพของ IE แล้วไม่ได้ติดตั้งบราวเซอร์ตัวอื่นที่ดีกว่า เนื่องจากแนวโน้มผู้ใช้จะติดตั้งบราวเซอร์มากกว่าหนึ่งตัว (นอกจาก IE) ไว้ในเครื่องด้วย

“คุณสมบัติของปลั๊กอินตัวนี้จะทำให้ผู้ใช้พอใจ รวมถึงผู้ใช้ในองค์กรที่ถูกสั่งห้ามใช้บราวเซอร์ตัวอื่นนอกจาก IE ตลอดจนผู้ใช้ที่คุ้นเคยกับอินเตอร์เฟซ IE จนไม่กล้าเปลี่ยนไปใช้บราวเซอร์ตัวอื่น” Etan Bencuya ตัวแทนบริษัทกล่าว “ส่วนผู้ใช้เองก็คุ้นเคยกับการติดตั้งปลั๊กอิน เพื่อขยายขีดความสามารถของบราวเซอร์กันอยู่แล้ว ทำให้มันเป็นกำแพงที่ก้าวข้ามไปง่ายกว่าการทำให้ผู้ใช้เปลี่ยนไปใช้ บราวเซอร์ตัวอื่น(ทันที)”

Bencuya ยังกล่าวต่ออีกว่า กูเกิ้ลได้สนับสนุนคุณสมบัตินี้ในเว็บไซต์ของตนแล้วด้วย นั่นก็คือ Google Wave project ที่เป็นการไฮบริด อีเมล์, IM และ Wiki ให้ทำงานร่วมกันได้


ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.arip.co.th/news.php?id=410008 และ eweek

กูเกิ้ลซื้อ”ReCAPTCHA”ป้องกัน”โกง”เว็บ

รายงานข่าวจากสำนักข่าวเอพีระบุว่า กูเกิ้ล (google) ได้เข้าซื้อบริษัทที่แยกตัวออกมาจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกี้เมลลอน เพื่อใช้เทคโนโลยีของทางบริษัทในการลดจำนวนสแปม และการ”โกง” (ลงทะเบียนใช้บริการ หรือโพสต์แสปมในบอร์ดโดยใช้บอต หรือโปรแกรมต่างๆ) ที่มักจะเกิดขึ้นบนเว็บไซต์ทั่วโลก

ReCAPTCHA ให้ บริการป้องกันการโกงเว็บด้วยวิธีง่ายๆ โดยสร้างคำปริศนาที่ผู้ใช้ต้องอ่านให้ออก และกรอกให้ได้ขณะลงทะเบียนบนเว็บไซต์ต่างๆ หรือในขั้นตอนสุดท้ายของการสั่งซื้อ ซึ่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์จะไม่สามารถอ่านคำปริศนาที่เกิดจากตัวอักษร และตัวเลขที่บิดเบี้ยวจนเพี้ยนรูปได้โดยอัตโนมัติ นอกจากจะใช้สายตาของมนุษย์เท่านั้น

ความ แตกต่างในการสร้างคำปริศนาของ ReCAPTCHA ก็คือ ทางบริษัทเลือกใช้คำจากหนังสือจริง โดยในขั้นตอนการสร้าง captcha ระบบจะใช้การแปลงคำที่อ่านขึ้นมาได้จากหนังสือให้อยู่ในรูปของดิจิตอล (ก่อนที่จะทำให้มันมีรูปร่างผิดเพี้ยนไปจนคอมพ์อ่านไม่ได้ แต่คนอ่านรู้เรื่อง) อย่างไรก็ตาม ยังมีการเปิดเผยถึงข้อตกลงระหว่างกูเกิ้ลกับ ReCAPTCHA แต่อย่างใด กูเกิ้ลเพียงแค่กล่าวว่า เครื่องมือของ ReCAPTCHA จะยังคงเปิดให้บริการใช้ในเว็บไซต์ต่างๆ ต่อไป

ทางด้านกูเกิ้ลที่อยู่ เบื้องหลังโครงการสำคัญอย่างการแปลงหนังสือเล่มของห้องสมุดให้อยู่ในรูปของ ไฟล์ดิจิตอล เพื่อนำขึ้นออนไลน์ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้การสแกนหน้าหนังสือ และใช้ OCR (Optical Character Recognition) เพื่อแปลงหน้าหนังสือที่สแกนขึ้นมาให้กลายเป็นข้อความ (text) ที่สามารถใช้ค้นหาได้ ปัญหาคือ OCR จะไม่เวิร์กกับตัวอักษรที่เก่า และเลือน หรือรูปร่างผิดเพี้ยน ในกรณีนี้ มีวิธีเดียวคือ ใช้แรงงานมนุษย์อ่าน แล้วค่อยพิมพ์เข้าไปแทน

ReCAPTCHA สามารถช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ โดยการแยกคำที่ประกอบด้วยตัวอักษร หรือคำที่คอมพิวเตอร์ไม่สามารถอ่านได้ ไปทำเป็นระบบ ReCAPTCHA ที่ให้บริการกับเว็บไซต์ต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต หลังจากนั้น ระบบของ ReCAPTCHA ก็จะนำคำเหล่านั้น (ที่ผู้ใช้บริการบนเว็บไซต์ต่างๆ อ่านจาก ReCAPTCHA แล้วป้อนกลับเข้าไปให้) มาใส่คืนเข้าไปในหนังสือ เพียงแค่นี้ งานของกูเกิ้ลก็ลดลงไปอย่างมากมาย

“ขั้นตอนของการให้บริการของ ReCAPTCHA เหมาะกับการใช้แก้ปัญหาของกูเกิ้ลมากๆ” Luis von Ahn ศาสตราจารย์ทางด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยคาร์เนกี้เมลลอน ผู้พัฒนาเครื่องมือ และเปิดบริษัท ReCAPTCHA ตั้งแต่ปี 2008 กล่าว

การ ดึงผู้ใช้บริการเข้ามามีส่วนในการแก้ปัญหา (crowd sourcing) อย่างชาญฉลาดในลักษณะนี้ กูเกิ้ลได้ร่วมมือกับ von Ahn เพื่อพัฒนาความถูกต้องของข้อมูลผ่านระบบอื่นๆ ด้วย เช่น เกมส์ออนไลน์ ที่ผู้เล่นจะต้องตอบให้ได้ว่า ภาพทีเห็นคือภาพอะไร โดยตีความจากคำอธิบายของผู้เล่นอีกคนหนึ่ง (เกมทายภาพ) ผลลัพธ์ก็คือ ชื่อของภาพ และคำอธิบายเกี่ยวกับภาพ ที่กูเกิ้ลสามารถนำไปทำ index แทนการจ้างแรงงานได้ Von Ahn จะยังคงอยู่ที่มหาวิทยาลัยคาร์เนกี้ เมลลอน ในขณะเดียวกันก็จะทำงานทีกูเกิ้ลด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.arip.co.th/news.php?id=409979 และ Register

Fast Flip พลิก”หน้าเว็บ”แบบ”นิตยสาร”

ข้อได้เปรียบของสิ่งพิมพ์ที่เหนือกว่าสื่ออื่นๆ นอกจากความสะดวกสบายในการพกพาแล้ว นิตยสาร หรือหนังสือพิมพ์ยังง่ายต่อการพลิกค้นหาสิ่งที่ต้องการได้อย่างง่ายดาย หรือพลิกข้ามหน้าที่คุณทราบดีว่าไม่ต้องการอ่านให้ผ่านไปได้อย่างรวดเร็วอีก ด้วย

อย่างไรก็ตาม เว็บ (Web) ก็มีข้อได้เปรียบกว่าสิ่งพิมพ์อยู่ไม่น้อยเช่นกัน และยิ่งเมื่อผสานเข้ากับคอนเซปต์ในการอ่านข่าวบนเว็บที่เรียกว่า “river of news” ของ Dave Winer คุณจะสามาถพลิกเว็บ เพื่อกวาดสายตาหาสิ่งที่ต้องการอ่านบนหน้าจอได้เร็ว (และได้อารมณ์) ไม่แพ้การพลิกอ่านจากสื่อสิ่งพิมพ์ ไมว่าอินเทอร์เน็ตที่คุณใช้จะมีความเร็วแค่ไหนก็ตาม

กู เกิ้ล (Google) กำลังจะแก้ปัญหาความแตกต่างจากจุดอ่อนของเว็บที่ไม่อาจสร้างความคุ้นเคยให้ กับผู้บริโภคที่มีต่อสื่อสิ่งพิมพ์ โดยเฉพาะกลไกการพลิกหน้านิตยสาร หรือหนังสือพิมพ์ เพื่อค้นหาสิ่งที่ต้องการอ่าน ล่าสุดทาง Google Labs ได้ทดลองบริการ “อ่านข่าว” แบบใหม่ที่เรียกว่า Fast Flip

Krishna Bharat นักวิจัยบริการ Google News กล่าวว่า Fast Flip เป็นบริการที่จะให้ประสบการณ์ในการอ่านแบบใหม่ ที่เป็นการผสมผสานคุณสมบัติที่ดีที่สุดของสิ่งพิมพ์ และบทความออนไลน์เข้าด้วยกัน โดยสิ่งที่เหมือนสิ่งพิมพ์นิตยสารก็คือ Fast Flip ช่วยให้คุณสืบค้นข่าวล่าสุด พาดหัวข่าว และประเด็นยอดนิยมได้ตามลำดับ (เหมือนกับการพลิกไปทีละหน้าของสิ่งพิมพ์) ซึ่งดึง (feed) ข้อมูลมาจากสำนักพิมพ์ชั้นนำ ทั้งนี้ ชื่อของบริการก็ยังบอกอีกด้วยว่า เป็นบริการพลิก(flip)หน้าคอนเท็นต์ได้อย่างรวดเร็ว(fast) ดังนั้น ผู้ใช้จะสามารถกวาดสายตาผ่านหน้าเว็บต่างๆ ได้เร็วมากจนกว่าจะพบสิ่งที่สนใจ (อารมณ์จะเหมือนกับการพลิกหน้าสิ่งพิมพ์เร็วๆ แล้วกวาดสายตาหาพาดหัวข่าว หรือประเด็นร้อนที่สนใจ) ขณะเดียวกัน Fast Flip ก็ผสานข้อได้เปรียบของเว็บเข้ามาไว้ด้วยกัน โดยจะให้บริการรวบรวม (aggregate) และค้นหา (search) ข้อมูลข่าวสารจากหนังสือพิมพ์ และนิตยสารชั้นนำมากมาย อีกทั้งยังสามารถแชร์คอนเท็นต์ที่คุณสนใจให้กับเพื่อนฝูง หรือในสังคมออนไลน์ได้อีกด้วย Fast Flip ยังเปิดโอกาสให้คุณสามารถปรับแต่งประสบการณ์ในการใช้งานอีกด้วย โดยสามารถเลือกหน้าสิ่งพิมพ์ออนไลน์เฉพาะที่ต้องการจากคิวที่อยู่ด้านข้าง เพือแสดงคอนเท็นต์ที่มาจากแหล่งต่างๆ หัวข้อข่าว ตลอดจนจากนักข่าวที่ชื่นชอบได้อีกด้วย กล่าวโดยสรุป Fast Flip จะทำให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ในการสืบค้นทีรวดเร็วด้วยรูปแบบเดียวกันกับ การเปิดหน้านิตยสารในโลกออฟไลน์ สามารถรับสื่อที่เพื่อนแนะนำ ตลอดจนจากสมาชิกในสังคมออนไลน์ต่างๆ รวมถึงเลือกคอนเท็นต์ที่ต้องการอ่านได้ตามอำเภอใจ

กู เกิ้ลได้ร่วมมือกับสำนักพิมพ์ร่วม 40 ราย อย่างเช่น BusinessWeek, The New York Times, Newsweek, the Atlantic และ ProPublica โดยจะมีการแบ่งรายได้ตามจำนวนการมองเห็นโฆษณา นอกจากมีเวอร์ชันบนเดสก์ทอปแล้ว ยังมีเวอร์ชันบนมือถือที่สามารถใช้การสัมผัส เพื่อพลิกหน้าเว็บสำหรับไอโฟน และแอนดรอยด์โฟนอีกด้วย นักวิจัยของกูเกิ้ลเชื่อว่า อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ที่กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายมากมายในวันนี้ Fast Flip อาจจะเป็นทางออกให้กับอุตสาหกรรมก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม เวลาเท่านั้นที่จะเป็นข้อพิสูจน์…

ขอบคุณข้อมูลจาก: http://www.arip.co.th/news.php?id=409962 และ Cnet News

Google ใหญ่ขึ้น!!! คุณไม่ได้ตาฝาด…

เชื่อว่า ผู้ใช้กูเกิ้ล (Google) เมื่อวานนี้ อาจจะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เกิดขึ้นกับหน้าโฮมเพจจนต้องอาจ ขยี้ตาตัวเองเป็นหนที่สองด้วยความไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น? ทำไมช่องค้นหา (Search) และปุ่มถึงใหญ่ขึ้น ฟอนต์ที่พิมพ์ในช่องค้นหาก็ใหญ่ขึ้นด้วย คุณไม่ได้ตาฝาด หรือพลาดไปขยายฟอนต์ตอนไหนแต่อย่างใด แต่”กูเกิ้ล”ใหญ่ขึ้นจริงๆ

กูเกิ้ลได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นผ่านบล็อกของ ทางบริษัทว่า ได้เพิ่มขนาดของช่องค้นหา (Search box) เพื่อให้บริการใช้งานง่าย และสะดวกมากยิ่งขึ้น โดยข้อความในบล็อกโพสต์โดย Marissa Mayer รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์เสิร์ช และประสบการ์ณของผู้ใช้ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงง่ายๆ ที่เกิดขึ้นกับโฮมเพจของบริษัท เป็นเครื่องแสดงถึงโฟกัสของบริษัททีมุ่งเน้นเรื่องของการค้นหา เธอยังกล่าวเพิ่มเติมอีกด้วยว่า การปรับแต่งให้ขนาดความสูง และความกว้างของช่องค้นหาทำให้โฮมเพจของบริษัทใช้งานง่ายขึ้น และใช้สนุกขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย แล้วคุณผู้อ่านรู้สึกอย่างนั้นบ้าง หรือเปล่าครับ?

กู เกิ้ลยังกล่าวในอีเมล์อีกด้วยว่า ช่องค้นหาใหม่มีขนาดใหญ่ขึ้นประมาณ 2 เท่าของเดิม นอกจากนี้ทางบริษัทยังได้ทำให้ปุ่มค้นดูเหมือนกันมากยิ่งขึ้น เมื่อเปิดเว็บกูเกิ้ลบนระบบปฏิบัติการ หรือบราวเซอร์ที่แตกต่างกัน (multi-platform single experience) แต่ถึงแม้จะมีการปรับขนาดของช่องค้นใหญ่ขึ้น แต่จำนวนตัวอักษรที่อนุญาตให้พิมพ์เข้าไป เพื่อใช้ในการค้นแต่ละครั้งยังคงให้เป็น 2,048 ตัวอักษรเท่าเดิม

* Marissa Mayer วิศวกรหญิงคนแรกของกูเกิ้ล เธอเป็นเจ้าของไอเดียในการใส่ข้อความแสดงลิขสิทธิ์ (Copyright) ใต้ช่องค้นหา เพื่อทำให้ผู้ใช้ทราบได้ทันทีว่า หน้าเว็บของกูเกิ้ลจบแล้ว ไม้ต้องรอโหลด หรือกด Page Down เก้อแต่อย่างใด การเปลียนแปลงหน้าเว็บครังนี้ จึงเป็นอีกครั้งหนึ่งที่เธอยังยืนยันในไอเดียที่เรียบง่าย โฟกัสชัดเจน ตรงเป้า เข้าประเด็นแบบ Simply the best (กองบรรณาธิการ www.arip.co.th)

ขอบคุณข้อมูลจาก: http://www.arip.co.th/news.php?id=409940 และ ChannelWeb

“กูเกิ้ล”แฮปปี้เบิร์ธเดย์”โดราเอม่อน”

หากไม่บอกก็คงไม่มีใครจำได้หรอกว่า วันที่ 3 กันยายน 2112 เป็นวันเกิดของหุ่นยนต์แมวจากโลกอนาคตที่ทั่วโลกรู้จักกันดี นั่นก็คือ โดราเอม่อน (Doraemon) ซึ่งงานนี้ Google ในญี่ปุ่นก็ไม่พลาดที่จะนำภาพของเจ้าแมวหุ่นยนต์มาทำเป็น Google Doodle (แทนโลโกคลาสสิก) บนโฮมเพจ

สำหรับแฟนพันธุ์แท้ของโดราเอมอนที่เห็น Google Doodle ก็คงจะเดาได้ไม่ยากว่า มันมีของวิเศษอะไรบ้างที่ซ่อนอยู่ ซึ่งในที่นี้ก็จะมี ประตูสารพัดสถานที่,คอปเตอร์ไม้ไผ่ และก็ไฟฉายย่อส่วน แต่ของวิเศษทุกอย่างมาจากกระเป๋ามิติที่สี่ที่อยู่บนหน้าท้องของมัน เชื่อว่า หลายคนที่ได้เห็นโดราเอมอนปรากฎตัวบนหน้าเว็บของ Google ก็จะต้องคิดถึงเจ้าแมวจากโลกอนาคตตัวนี้อย่างแน่นอน

เอา ล่ะ เพื่อให้หายคิดถึงกันเล็กน้อย ก็เลยขอแนะนำแก็ดเจ็ตใหม่ล่าสุดของโดราเอม่อน (doraemon) นั่นก็คือ My Doraemon ซึ่งเป็นหุ่นยนต์เพื่อนเล่นขนาดกะทัดรัด (ตั้งบนโต๊ะทำงาน) ที่สามารถโต้ตอบกับผู้เล่นได้ด้วยเสียงพูดของมัน โดยผู้เล่นสามารถจับมือ(แทนสวิทช์) บีบหาง เพื่อให้มันพยักหน้า (หรือส่ายหน้า) พูดจาโต้ตอบ ตลอดจนแสดงอารมรณ์ผ่านลูกตาทั้งสองที่ใช้เทคโนโลยี e-Paper ไฮเทคฯไม่เใช่เล่นเลย นอกจากนี้ มันยังมาพร้อมกับอินฟราเรดที่สามารถตรวจจับสิ่งที่เคลื่อนไหว และหันหน้ามองตามได้อีกด้วย นอกจากฟังก์ชันเหล่านี้แล้ว My Doraemon ยังเทำหน้าที่ป็นนาฬิกาบอกเวลา และเทอร์โมมิเตอร์บอกอุณหภูมิให้เราทราบได้อีกต่างหาก ช่างสมกับเป็นหุ่่นยนต์แมวแห่งอนาคตจริงๆ เลยนะครับ

คุณผู้อ่านทีสนใจอยากได้ My Doraemon ที่จัดทำขึ้นในวาระครบรอบ 35 ปีของโดราเอมอน คงต้องทุบกระปุกกันเลยทีเดียว เพราะราคาของมันคือ 31,500 เยน หรือคิดเป็นเงินไทยก็น่าจะอยู่ที่ประมาณ 12,500 บาทครับ