Tip IT Archive

การกำจัด Service ของ XP ที่เกินความจำเป็น

การกำจัด Service ที่เกินความจำเป็น จะช่วยทำให้ระบบมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น แต่ก่อนที่คุณจะปิด Service ใดๆ โปรดอ่านรายละเอียดของแต่ละ Service ให้ถี่ถ้วนก่อน

พิมพ์ที่ start –run –> services.msc   แล้ว Enter

จะเจอ sevices ต่างๆ ดังข้างล่าง
Alerter ทำหน้าที่ในการแสดงคำเตือนของผู้ดูแลระบบ หากคุณเป็นผู้ดูแลระบบของเครื่องคุณเอง ก็ ไม่จำเป็นต้องใช้งาน Service ตัวนี้

Application Management เป็นส่วนที่มีหน้าที่อนุญาตให้โปรแกรมที่ติดตั้งใหม่เข้าไปในหน้าต่าง Add/Remove Programs ซึ่งถ้าคุณเป็นมืออาชีพ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ตัวช่วยตัวนี้ เนื่องจากเราสามารถถอนการติดตั้งโปรแกรมต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง หรือด้วยตัวโปรแกรมเอง

Background Intelligent Transfer Service ทำหน้าที่โอนไฟล์ระหว่าง Server มายังเครื่องของเรา ผ่านทางอินเตอร์เนต อย่างเช่นการอัพเดตแบบ AutoUpdate ของ วินโดวส์ หรือ Mcafee antivirus โดยใช้ bandwidth ในส่วนที่ไม่ได้ใช้งาน ขอแนะนำว่าถ้าคุณยังใช้การอัพเดตแบบอัตโนมัติอยู่ ก็ไม่ควรปิด Service ตัวนี้.

Clipbook ClipBook เป็นส่วนที่ยินยอมให้คุณใช้งานในการตัด คัดลอก หรือ แปะภาพจากคลิปบอร์ด ผ่านทาง network. หากเครื่องของคุณไม่ได้เชื่อมต่อเครือข่าย คุณสามารถปิด Service นี้ได้

Computer Browser ทำหน้าที่จัดการแสดงรายการเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย (Network Neighborhood) หากเครื่องของคุณไม่ได้เชื่อมต่อเครือข่าย ก็ไม่จำเป็นต้องมี

Error Reporting Service เป็น Service ที่ทำหน้าที่ในการส่งข้อความ แสดงค่าความผิดพลาดของ protocol Event ในระบบเครื่อข่าย ไปให้ Microsoft แต่เราจะส่งไปให้ทำไม ปิด Service นี้เสียเพราะมันไม่จำเป็นต้องใช้

Fast User Switching Windows XP มีคุณสมบัติอยู่อย่างหนึ่ง ก็คือการยินยอมให้มีการ สลับผู้ใช้งาน โดยไม่ต้อง Logoff แต่ถ้าคุณเป็นผู้ใช้งานคนเดียว (คุณเป็นเจ้าของเครื่องนี้แต่เพียงผู้เดียว) ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ Service ตัวนี้.

Help and Support เคยไหม เวลามีปัญหา เช่นติดตั้งอุปกรณ์บางตัวไม่ได้ มันจะขึ้น Help มาให้เราอ่าน เช่น Trouble Shooting Problem มันขึ้นมาเต็มหน้าจอเลย แต่เป็นภาษาอังกฤษเต็มทั้งหน้า สำหรับผมแล้วไม่ชอบเลยสำหรับเจ้าบริการตัวนี้ เนื่องจาก help เป็นภาษาอังกฤษ และนำให้ปิดการใช้งาน

IMAPI CD-Burning COM Service หากคุณใช้โปรแกรม เขียนแผ่น CD ตัวอื่นๆ เช่น Nero ,Alcohol 120% ,Clone CD ฯลฯ ที่ไม่ใช่โปรแกรมที่ติดมากับ Windows XP ก็ปิดการทำงานตัวนี้ได้ และยิ่งคุณไม่มี CD-RW หรือ DVD RW ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ Service ตัวนี้

Indexing Service Service ตัวนี้จะสร้างดรรชนี (Index) สำหรับ ไฟล์เอกสารที่อยู่ในเครื่องเอาไว้ เพื่อทำการค้นหาเอกสารต่างๆ เป็นไปด้วยความรวดเร็วมากขึ้นกว่าเดิม แต่ถ้าคุณไม่ได้ทำการค้นหาไฟล์เอกสารบ่อยๆแนะนำให้ปิดการทำงานของ Service นี้

IP SEC ใช้ในการควบคุมและจัดการ IP (IP security policy and starts the ISAKMP/Oakley (IKE) และ IP security driver).ซึ่งจำเป็นต้องใช้เมื่อคุณต้องการสร้าง Coded Connection กับระบบเครือข่าย

Messenger ทำหน้าที่เป็นตัวส่งข่าวสาร หรือระบบข้อความ ในระบบเครือข่าย โดยจะแสดงตัวเป็นหน้าต่างปอปอัพ ปรากฏขึ้นมา บนหน้าจอ ซึ่งบริษัทโฆษณานิยมใช้ Service นี้ เพื่อส่งโฆษณามาให้คุณ ผ่านทางอินเตอร์เนต ถ้าคุณไม่อยากรับโฆษณา แนะนำให้ปิด Service นี้

Net Logon ถ้าเครื่องของคุณอยู่บนระบบ LAN หรืออยู่ในองค์กรที่ใช้ระบบเครื่อข่าย Service ตัวนี้จะทำหน้าที่ในการจัดการ การ Login เข้าระบบเครือข่าย ดังนั้นอย่าปิด Service นี้ถ้าคุณอยู่นบน LAN แต่ถ้าเครื่องของคุณเป็นเครื่องที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับ LAN (เป็นเครื่องที่บ้านก็ได้นะ) ก็ควรปิด Service ตัวนี้

Network DDE ทำหน้าที่ในการจัดการเกี่ยวกับส่งผ่านข้อมูลและระบบความปลอดภัยของเครือข่าย สำหรับ Dynamic Data Exchange (DDE) ทั้งที่เป็นเครื่องเดียวกัน หรือต่างเครื่อง หากคุณไม่ได้เชื่อมต่อกับระบบเครื่อข่าย ก็สามารถปิดการทำงาน Service นี้ได้.

Performance Logs and Alerts เป็นตัวที่ใช้ในการเก็บรวมรวมข้อมูลของเครื่อง ในเรื่องประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องและระบบ โดยมันจะเก็บเป็น Log file หากคุณไม่ใช้ หรือคุณดู Log file ไม่เป็น ก็สามารถปิด Service นี้ได้

Portable Media Serial Number Service ตัวนี้มีหน้าที่ในการค้นหา Serial number ของอุปกรณ์ ต่างๆเช่นเครื่องเล่น MP3 ที่ถูกนำมาต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ผู้ที่ไม่มีอุปกรณืดังกล่าวสามารถปิดการทำงาน Service นี้ได้

QOS RSVP ทำหน้าที่ในการจัดการการควบคุมเครื่อง(Manages and controls Remote Assistance) คือให้ผู้อื่นสามารถมาควบคุมเครื่องของเรา หรือ เห็นหน้าจอเครื่องของเราได้ หากคุณไม่ต้องใช้บริการนี้ ควรปิดเสียนะครับ เพราะ Service นี้ Hacker ชอบนัก

Remote Registry ยินยอมให้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นในระบบเครื่อข่ายสามารถเข้ามาแก้ไขค่า registry เครื่องของเราได้ ถ้าคุณไม่ได้เชื่อมต่อกับระบบเครื่อข่าย หรือไม่ต้องการให้ใครเข้ายุ่มย่ามกับเครื่องของคุณ ก็ควรปิด Service นี้นะครับ

Server หากคุณไม่ได้เชื่อมต่อกับระบบเครื่อข่าย หรือ ไม่ได้ใช้การพิมพ์ หรือ แชร์ไฟล์ผ่านทางเครื่อข่าย ก็ไม่จำเป็นต้องใช้

Smart Card หากคุณไม่ได้ใช้ Smart Card (น้อยคนนักที่จะใช้ ) ก็ปิดบริการนี้

Smart Card Helper หากคุณไม่ได้ใช้ Smart Card ก็ปิดบริการนี้นะครับ มันเกินความจำเป็น

SSDP Discovery Service สำหรับเมืองไทยเทคโนโลยี UPnP ยังไม่รุ่งนะครับ แต่ในต่างประเทศมีใช้กันแล้ว และเมืองไทยยังใช้ไฟแบบ 220 Volt อยู่ ซึ่งอุปกรณ์ ต่างๆยังไม่สนับสนุน สำหรับใครที่อยู่เมืองไทย ผมว่ายังไม่จำเป็นต้องใช้ Service ตัวนี้ในขณะนี้

TCP/IP NetBIOS Helper ใช้บนระบบเครื่อข่ายเท่านั้น หากคุณไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบเครือข่าย คุณใช้คอมพิวเตอร์ แบบ Stand alone ไม่มี LAN Card,Wireless LAN ก็ปิดเสียเถอะครับ

Telnet ถ้าคุณไม่เคยใช้คำสั่ง Telnet หรือใช้ Telnet ไม่เป็น ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะเปิด Service ตัวนี้ เพราะเดี่ยวนี้ คำสั่ง Telnet (การเข้าไปใช้บริการของเครื่องอื่นแบบระยะไกล) มันแทบไม่ได้ใช้แล้ว ยกเว้นเซียนอินเตอร์เนต สำหรับผมถ้าจะใช้ก็ใช้ในการ hack server เครื่องอื่นแหละ ยอดนิยมเลยไอ้เจ้า telnet นี่

Uninterruptible Power Supply Service ถ้าร้อยวันพันปี คุณไม่ได้เข้าไปใช้โปรแกรมในการควบคุมเปิดปิดอุปกรณ์สำรองไฟ หรือที่เราเรียกว่า ยูพีเอส uninterruptible power supply (UPS) ก็ปิด Service ตัวนี้ได้เลย

Upload Manager ทำหน้าที่อัพโหลดไฟล์ขึ้นไปบนเครื่อง server บนระบบเครือข่าย.

Wireless Zero Configuration ทำหน้าที่เป็นตัวกำหนดเงื่อนไขสำหรับการปรับแต่งค่าของ Wireless LAN Adapter (802.11 adapters) แบบอัตโนมัติ ผู้ที่ไม่ได้ติดตั้ง เครือข่ายไร้สายสามรถปิด Service ตัวนี้ได้

Windows Time ใช้ในการเทียบเวลาในระบบเครื่อข่าย ถ้าไม่ติดต่อกับระบบเครือข่าย ก็ไม่จำเป็นต้องใช้

ขอบคุณข้อมูลจาก :
http://community.thaiware.com/thai/lofiversion/index.php/t329540.html

http://forums.overclockzone.com/forums/sho…ead.php?t=90922

http://ohisee.exteen.com/20081225/service-xp

ตั้งค่าระบบเครือข่ายแบบง่ายๆ บนวินโดวส์ 7

ในที่สุดไมโครซอฟท์ก็ทำให้วินโดวส์สามารถตั้งค่าระบบเครือข่ายภายในบ้านได้ในขั้นตอนแบบง่ายๆ .. และนี่คือสิ่งที่คุณจำเป็นต้องทราบ

ไมโครซอฟท์พยายามบนวินโดวส์หลายเวอร์ชันมานานมาก แล้ว เพื่อที่จะทำให้การตั้งค่าระบบเครือข่ายภายในบ้านนั้นเป็นไปอย่างง่ายดาย เชื่อมต่อได้อัตโนมัติ และก็สามารถแชร์ไฟล์และโฟลเดอร์ได้สะดวก ในที่สุดก็มาประสบความสำเร็จในวินโดวส์ 7 ด้วยคุณสมบัติที่เรียกว่า “HomeGroup”

networking windows7

เลือกชนิดของระบบเครือข่าย – คุณต้องเป็นส่วนหนึ่งของระบบเครือข่ายแบบ Home ถึงจะเข้าใช้โฮมกรุ๊ปได้

โฮ มกรุ๊ป (HomeGroup) ช่วยผู้ใช้ในการสร้างระบบเครือข่ายภายในบ้านด้วยฟังก์ชันการเข้าถึงและแชร์ ข้อมูลเพียบพร้อมและยืดหยุ่น ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในคุณสมบัติใหม่ที่น่าสนใจมากบนวินโดวส์ 7 และนั่นก็หมายถึงว่า ผู้ใช้วินโดวส์วิสต้า เอ็กซ์พี แมค และลินุกซ์ คงไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับความสะดวกสบายที่ว่า
วินโดวส์ 7 ช่วยเราในการสร้างระบบเครือข่ายได้ 3 รูปแบบ – Home, Work และ Public หรือก็คือเครือข่ายภายในบ้าน ที่ทำงาน และที่สาธารณะ แต่ในการใช้งานโฮมกรุ๊ปนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพีซีบนระบบเครือข่ายทุก เครื่องตั้งค่าการเชื่อมต่อเอาไว้เป็นแบบ Home เท่านั้น ซึ่งในการตั้งค่าที่ว่าบนวินโดวส์ 7 ก็สามารถทำได้โดยไปที่คอนโทรลพาเนล แล้วเลือก Network and Internet จากนั้นก็เลือก Network and Sharing Center (หรือใครอยากจะใช้วิธีลัดด้วยการคลิกขวาที่ไอคอนเน็ตเวิร์กบนซิสเต็มเทรย์ มุมล่างขวาของหน้าจอเพื่อเข้าสู่ Network and Sharing Center ก็ได้เช่นกัน) และท้ายสุดก็คือดูให้แน่ใจว่าเราได้เลือกค่าเอาไว้เป็น “Home network” ภายใต้ไอคอนระบบเครือข่าย หากยังไม่ใช่ก็คลิกที่ลิงก์ “Public network” หรือ “Work network” แล้วเปลี่ยนให้เป็น “Home network” แทน

เพียงแค่นี้เราก็สามารถสร้างโฮมกรุ๊ปได้แล้ว ซึ่งที่จริงหลังจากที่เราเปลี่ยนระบบเครือข่ายเป็นแบบภายในบ้านหรือ Home วินโดวส์ 7 ก็จะพาเราไปยังหน้าต่างสำหรับตั้งค่าอย่าง Create a homegroup เพื่อสร้างโฮมกรุ๊ปใหม่ขึ้นมา หรือถ้าได้เลือก Home เอาไว้อยู่แล้ว ก็คลิกที่ลิงก์ Choose homegroup and sharing options แล้วตามด้วย Create ได้เลย

ขั้นตอนต่อไปก็คือ การเลือกชนิดของไฟล์ที่ต้องการแบ่งปันกันกับสมาชิกคนอื่นในโฮมกรุ๊ป ก็มีให้เลือกตั้งแต่รูปภาพ เพลง วิดีโอ ไฟล์เอกสาร หรือแม้แต่การแชร์เครื่องพิมพ์ โดยตัวเลือกเหล่านี้จะสอดคล้องกับไลบรารี (library) ที่วินโดวส์ 7 สร้างขึ้นตามค่าดั้งเดิมตอนติดตั้งระบบปฏิบัติการลงบนคอมพิวเตอร์ และก็รวมไปถึงโฟลเดอร์อื่นๆ ที่สร้างขึ้นโดยผู้ใช้แต่ละคนในยูสเซอร์โพรไฟล์ด้วย

สิ่งที่เรากำลัง ทำอยู่ตอนนี้ความจริงแล้วก็คือ การแบ่งปันไฟล์ต่างๆ ที่อยู่บนพีซีของเราให้กับผู้ใช้คนอื่นๆ ที่อยู่บนโฮมกรุ๊ปให้สามารถเข้าถึงได้ ตัวอย่างเช่น โฟลเดอร์ c:UsersxxxxPictures หรือ c:UsersxxxxMusic และก็รวมไปถึงโฟลเดอร์อย่าง c:UsersPublic ด้วย โดยผู้ใช้สามารถเพิ่มโฟลเดอร์ต่างๆ ที่ต้องการแชร์ได้มากตามต้องการ

หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนนี้ วินโดวส์ 7 ก็จะเปิดโอกาสให้เราตั้งค่ารหัสผ่านสำหรับเข้าใช้โฮมกรุ๊ปได้ ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่าพีซีเครื่องอื่นๆ ที่ต้องการใช้งานโฮมกรุ๊ปก็จำเป็นต้องทราบรหัสผ่านนี้ด้วยเช่นกัน ฉะนั้นเก็บรักษารหัสผ่านให้ดีๆ (อาจใช้วิธีไฮไลต์เลือกแล้วก็ก๊อบปี้ไปเก็บไว้ในเท็กซ์ไฟล์หรือส่งเป็นอี เมล์ไว้ในอินบ็อกซ์ของเราก็ได้) หรืออาจสั่งพิมพ์ออกมาไว้ซักชุดยามฉุกเฉิน และจะได้ใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการตั้งค่าให้กับผู้ใช้คนอื่นๆ บนโฮมกรุ๊ปเดียวกันด้วย

หลังจากเราคลิก Finish เพื่อเสร็จสิ้นการตั้งค่า คำสั่ง Change homegroup settings เป็นส่วนที่เปิดโอกาสให้เราเปลี่ยนรหัสผ่านหากเปลี่ยนใจอยากกำหนดใหม่ รวมไปถึงการเข้าถึงการตั้งค่าชั้นสูงในหน้า Advanced Sharing Settings ด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่ยังทำไม่น้อยอย่างน้อยก็ในตอนนี้ก็คือ การปรับเพิ่มไลบรารี โฟลเดอร์ หรือไฟล์ในโฮมกรุ๊ป ซึ่งก็น่าแปลกใจพอสมควรที่ไมโครซอฟท์มองข้ามตรงนี้ไป ทั้งที่สิ่งต่างๆ บนโฮมกรุ๊ปควรถูกปรับเปลี่ยนได้อย่างยืดหยุ่นที่สุด

networking windows7

ตัว เลือกบนโฮมกรุ๊ป – ในส่วน Change homegroup settings เราสามารถเปลี่ยนรหัสผ่านและเรียกใช้การกำหนดค่าชั้นสูงอย่าง Advanced Sharing

แม้จะยังไม่จำเป็นนัก แต่ถึงตรงนี้แล้วก็ลองแวะเข้ามาที่ Advanced Sharing Settings ดูสักนิดด้วยการคลิก Change advanced sharing settings แล้วเลือกลูกศรชี้ลงที่อยู่ข้างๆ Home หรือ Work
ตรงจุดนี้เราจะเห็นตัว เลือกอีก 6 ตัว ที่ระบุถึงรูปแบบการตั้งค่าระบบเครือข่ายภายในบ้านของวินโดวส์ 7 (ที่จริงแล้วระบบเครือข่ายทุกแบบบนวินโดวส์ 7 ก็ใช้การตั้งค่าเบื้องต้นในลักษณะเดียวกันนี้) โดยจุดที่น่าสนใจที่สุดอยู่ในกรอบ Advanced Sharing ก็คือ การกำหนดค่าการค้นหาคอมพิวเตอร์บนระบบเครือข่าย (network discovery – ทำให้พีซีเครื่องอื่นสามารถมองเห็นคอมพิวเตอร์ของคุณได้) การแชร์ไฟล์และเครื่องพิมพ์ และการแชร์สื่อข้อมูลต่างๆ ซึ่งหากไม่ได้เลือกค่าเหล่านี้ไว้ เราก็แทบจะไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรจากโฮมกรุ๊ปเลย…เราจะไม่มีโอกาสได้ใช้ คุณสมบัติที่ทำให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลบนคอมพิวเตอร์เครื่องต่างๆ ภายในบ้านเป็นไปอย่างราบรื่นผ่านศูนย์กลางที่ใช้ในการเก็บข้อมูลหลักหรือบน ฮาร์ดดิสก์ขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่เฉพาะในการเก็บข้อมูลส่วนกลางของสมาชิกใน บ้าน

หลังจากที่เราได้สร้างโฮมกรุ๊ปขึ้นมา คอมพิวเตอร์ที่มองเห็นเครือข่ายของเราก็สามารถเข้าร่วมเป็นสมาชิกในโฮมกรุ๊ป ได้ โดยผู้ใช้แต่ละเครื่องเพียงแค่ไปเรียก Network and Sharing Center ขึ้นมาจากคอนโทรลพาเนล แล้วคลิกที่ Choose homegroup ซึ่งจะมีคำถามปรากฏขึ้นมาเพื่อยืนยันในการเข้าเป็นสมาชิกโฮมกรุ๊ปว่า “Do you want to join a homegroup?” พร้อมด้วยรายชื่อโฮมกรุ๊ปที่มีอยู่ จากนั้นก็คลิกที่ Join Now เพื่อเสร็จสิ้นกระบวนการ

หลังจากที่เรา เข้าไปสมาชิกในโฮมกรุ๊ปแล้ว จะมีลิงก์ที่เชื่อมไปยังหน้าช่วยเหลือของวินโดวส์เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับ การเข้าถึงไฟล์และทรัพยากรต่างๆ บนโฮมกรุ๊ป ซึ่งก็ช่วยเหลือได้อย่างดีสำหรับผู้ใช้ที่ไม่ค้นเคยกับการแชร์ข้อมูลต่างๆ ลักษณะนี้มาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักวิธีแชร์ไฟล์ของตัวเองให้กับคน อื่นๆ

networking windows7

แบ่งปันไลบรารี – คลิกขวาที่ไลบรารีแล้วเลือก Share With เพื่อกำหนดค่าในการเปลี่ยนรูปแบบการแชร์ไลบรารีให้กับผู้ใช้คนอื่นๆ

โดย ปกติแล้วไลบรารีต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ตอนติดตั้งวินโดวส์ 7 จะถูกแบ่งปันบนโฮมกรุ๊ปโดยทันที แต่อย่างที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า ไม่เฉพาะไลบรารีเหล่านี้เท่านั้นที่เราแชร์ให้กับคนอื่นๆ ได้ เราสามารถกำหนดการแชร์ทรัพยากรได้ด้วยตัวเอง โดยให้เรียกไลบรารีขึ้นมาจากทาส์กบาร์และเลือกไปยังส่วนที่เราต้องการแบ่ง ปัน จากนั้นก็คลิกขวาแล้วเลือก Share With | Homegroup ซึ่งจะมีตัวเลือกให้เลือกอีก 2 แบบด้วยกัน คือ อ่านอย่างเดียว และอ่านและเขียนไฟล์ข้อมูลได้ หมายความว่าหากเราไม่อยากให้คนอื่นเข้ามาแก้ไขอะไรในนี้ก็เลือกเป็น อ่านอย่างเดียว แต่ถ้าต้องการให้ไลบรารีที่ว่าเปิดกว้างสำหรับผู้ใช้คนอื่นๆ อย่างเต็มที่ อ่าน/เขียน ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

ความจริงเราสามารถแชร์โฟลเดอร์ และไฟล์ไปไว้บนโฮมกรุ๊ปได้ แต่แนวทางที่ดีกว่าก็คือ โยนโฟลเดอร์เหล่านั้นไปไว้บนไลบรารี แล้วใช้วิธีการแชร์ไลบรารีน่าจะเข้าท่ากว่า อย่างน้อยก็สะดวกในการจัดการสิ่งต่างๆ ในภายหลังมากกว่าวิธีอื่นๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก : ARIP

10 สิ่งที่ควรทำเมื่อเกิดปัญหากับ Windows

1. ปิดเครื่องแล้วเปิดใหม่

หนี่งในวิธีแก้ ปัญหาที่ง่ายและมักจะได้ผลเสมอ คือการ Restart เครื่อง หรือเปิดเครื่องแล้วเปิดใหม่ เพราะระบบปฏิบัติการ Windows เมื่อทำงานได้สักระยะหนึ่งมันอาจจะสับสนอะไรบ้างอย่างในตัวของมันเอง ทำให้มันแสดงพฤติกรรมแปลกที่ทำให้ผู้ใช้งานเกิดปัญหาได้

2. เปิดเข้าไปดูที่ Action Center (เฉพาะ Windows 7 เท่านั้น)

ผู้พัฒนา Windows คงทราบดีว่า Windows นั้นมีปัญหามากมายที่แก้ไขเท่าไหร่ก็ไม่จบ ดังนั้นใน Windows 7 ซึ่งเป็น Windows เวอร์ชันใหม่ล่าสุด ทางผู้ัพัฒนาจึงได้คิดค้นระบบที่จะมาช่วยให้ผู้ใช้งานอย่างเราๆ จัดการกับปัญหาของ Windows ได้ง่ายขึ้น ระบบที่ว่านี้ก็คือ Action Center ที่มีอยู่ใน Windows 7 นั่นเอง

ในหน้าต่างของ Action Center ให้คุณลองคลิกที่ปุ่ม Troubleshooting เมื่อคลิกแล้วระบบจะทำการค้นหาวิธีแก้ไขปัญหาที่คุณกำลังเจออยู่ให้ อัตโนมัติ และถ้าหากเป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้อัตโนมัติระบบก็จะขึ้นข้อความแนะนำ เพื่อให้คุณทราบว่าควรจะทำอะไรต่อไป

3. ลองอัพเดต Windows ดู

ปัญหาที่คุณเจอ อาจจะเป็นปัญหาที่ไมโครซอฟต์บริษัทผู้ผลิต Windows ทราบอยู่แล้ว และได้สร้างตัวแก้ไขมาให้คุณไว้เรียบร้อยแล้ว หน้าที่ของคุณคือคุณจะต้องเอาตัวแก้ไขเหล่านั้นมาติดตั้งใน Windows ของคุณเพื่อตัดตอนปัญหาต่างๆที่คุณเจอ ระบบที่จะช่วยให้คุณอัพเดต Windows ได้อย่างง่ายๆ มีชื่อว่า Microsoft Windows Update ซึ่งในกระบวนการอัพเดตคุณจำเป็นจะต้องต่ออินเทอร์เน็ตเอาไว้ด้วย เพื่อให้ระบบอัพเดตสามารถดาวโหลดตัวแก้ไขต่างๆจากเว็บไซต์ของไมโครซอฟต์ได้

4. ลงไดรเวอร์ใหม่หนึ่ง

ในวิธีที่จัดการกับปัญหาเรื่องไดร์เวอร์และฮาร์ดแวร์ได้ชะงัก คือการติดตั้งไดรเวอร์ตัวใหม่ล่าสุด หรือถ้าไม่สามารถหาไดรเวอร์ตัวใหม่ล่าสุดได้ ก็ได้เอาไดรเวอร์ตัวเดิมนั่นแหล่ะติดตั้งกลับเข้าไปใหม่อีกครั้งนึง เพียงเท่านี้ก็จะสามารถช่วยแก้ปัญหาของคุณได้อย่างได้ผลเลยทีเดียว

วิธีการลงไดรเวอร์ตัวใหม่ คุณต้องเข้าไปที่ Device Manager ก่อน แล้วทำคลิกขวาเลือกฮาร์ดแวร์ที่คุณต้องการจะจัดการแก้ปัญหา จากนั้นก็ให้คลิกเลือก Update Driver สำหรับการติดตั้งไดรเวอร์ตัวใหม่ล่าสุด หรือคลิกเลือก Uninstall เพื่อลบไดรเวอร์ที่ค้างอยู่ในระบบแล้วค่อยเอาไดร์เวอร์ที่คุณมีติดตั้งเข้า ไปใหม่อีกครั้งหนึ่ง

5. ทำความสะอาดเครื่อง

ลบไฟล์ที่ไม่จำเป็นด้วย Disk Cleanupหนึ่ง ในตัวสร้างปัญหาให้กับ Windows คือการที่มีไฟล์ขยะรกเต็มเครื่องมากเิกินไป ดังนั้นการลบไฟล์ที่ไม่จำเป็นทิ้งเสียบ้างจะช่วยลดและป้องกันปัญหาได้ ซึ่งใน Windows ก็มีเครื่องมือสำหรับช่วยลบไฟล์ที่ไม่จำเป็นออกจากเครื่องได้อย่างอัตโนมัติ เครื่องมือที่ว่าก็คือ Disk Cleanup นั่นเอง

6. ใช้โปรแกรมตรวจสอบไฟล์ระบบ

หนึ่งในอาการที่สร้างปัญหาน่าปวดหัวใน Windows คืออาการไฟล์ระบบเสีย แต่โชคดีที่ Windows มีตัวสำหรับแก้ไขและซ่อมไฟล์ระบบมาให้ด้วย แต่โปรแกรมนี้จะต้องใช้งานในแบบ Command line เท่านั้น วิธีใช้ก็แค่เปิดหน้าต่าง Command โดยพิมพ์คำสั่ง cmd ลงในช่อง Run แล้วตามด้วยคำสั่ง “SFC /SCANNOW” (คำสั่งไม่ต้องมีเครื่องหมาย ” นะครับ) สำหรับผู้ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows Vista และ Windows 7 ต้องเลือกเปิดหน้าต่าาง Command ด้วนสิทธิแบบ Administrator ก่อนนะครับถึงใช้คำสั่งนี้ได้

7. ลงโปรแกรมใหม่

ถ้าปัญหาใน Windows ของคุณเกี่ยวข้องกับโปรแกรมที่คุณติดตั้งเข้าไปล่ะก็ มีวิธีหนึ่งที่สามารถใช้แก้ไขปัญหาได้อย่างชะงัก คือการลบและติดตั้งโปรแกรมใหม่ วิธีทำก็ไม่ยากครับ แค่ Uninstall โปรแกรมออกก่อน โดยคลิก Uninstall ในเมนูของโปรแกรม หรือใช้ Add/Remove Programs ใน Control Panel ก็ได้ หลังจากลบโปรแกรมทิ้งไปแล้ว ก็ให้เริ่มติดตั้งโปรแกรมใหม่อีกครั้ง เท่านั้นปัญหาของโปรแกรมของคุณน่าจะได้รับการแก้ไขและตัวโปรแกรมก็จะกลับมา ใช้งานได้ดีดังเดิม

8. เข้าเว็บ Microsoft Fix-it

สำหรับปัญหาที่แก้ไม่ได้ง่ายๆ อย่างหน้าต่าง error ที่ขึ้นโค้ดประหลาดๆ (เช่น 0X80072EE4) คุณสามารถหาทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ โดยเข้าไปขอความช่วยเหลือจากไมโครซอฟต์ที่เว็บ Microsoft Fix-it (http://support.microsoft.com/gp/cp_fixit_main) ในหน้าเว็บไซต์คุณสามารถเอาโค้ด error ไปค้นหาวิธีแก้ไขได้ หรือถ้าหมดหนทางจริงๆ คุณก็ยังสามารถติดต่อกับไมโครซอฟต์เพื่อคำแนะนำได้อีกด้วย

9. ค้นหาความช่วยเหลือจาก Google

เมื่อไมโครซอฟต์เริ่มพึ่งไม่ได้ เราคงต้องหันมาพึ่งตัวเองด้วยบริการค้นหาทันใจแบบทุกซอกทุกมุมจาก Google ให้คุณลองใช้คำค้นที่สั้นและเฉพาะเจาะจงกับปัญหาที่คุณเจอ ถ้าจะให้ดีควรเลือกใช้คำค้นเป็นภาษาอังกฤษจะทำให้คุณได้ผลลัพธ์ที่มากกว่า แต่ถ้าหากคุณเป็นนักค้นหาที่ไม่ค่อยเก่งและยังไม่เก่งภาษาอังกฤษอีกด้วย เราแนะนำให้ข้ามวิธีนี้ไปเลยครับ

10. แก้ไม่ได้ จนปัญญา ให้ลองลง Windows ใหม่ดู

วิธีสุดคลาสสิกที่แก้ไขปัญหาได้เกือบทุกอย่างคือการติดตั้ง Windows ใหม่ สำหรับวิธีนี้คุณยังมีทางให้เลือก 3 ทางคือ

ลง Windows แบบแก้ปัญหาตัวเดิม(หรือที่เรียกว่าลงแบบ Repair)
ลง Windows แบบทับตัวเดิม (หรือที่เรียกว่าลงแบบ Upgrade) ซึ่งวิธีนี้จะใช้ได้กับแผ่นติดตั้ง Windows บางแบบบางรุ่นเท่านั้นนะครับ ถ้าใส่แผ่น Windows เข้าไปในเครื่องของคุณในขณะใช้ Windows ตัวเดิมอยู่ แล้วตัวติดตั้งมันขึ้น Option ให้เลือกแบบ Upgrade แสดงว่าใช้วิธีนี้ได้ครับ
ลง Windows แบบล้างเครื่องลงใหม่ วิธีนี้ค่อนข้างจะโหดร้าย ยุ่งยาก และอาจทำให้ข้อมูลในเครื่องของคุณหายได้(ถ้าคุณไม่ได้สำรองข้อมูลเอาไว้ก่อน ) แต่ก็จัดเป็นวิธีที่ได้ผลเป็นที่สุด ใครลองวิธีไหนแล้วไม่หายให้ลองวิธีนี้ดู รับประกันผลครับว่า Windows ของคุณจะกลับมาโลดเล่นเหมือนตอนซื้อเครื่องมาใหม่แน่นอน

ขอบคุณข้อมูลจาก : Techxcite

Download: ป้องกัน”โน้ตบุ๊ก”ถูกขโมย!!!

สอบถามกันเข้ามาอย่างต่อเนื่อง สำหรับเจ้าของโน้ตบุ๊ก-เน็ตบุ๊กที่ต้องการฟรีแวร์เล็กๆ ไว้ป้องกัน หรือติดตามหาโน้ตบุ๊ก หากมันมีอันต้องอันตรธานหายไป(โดยหัวขโมย) โดยเฉพาะใครที่ใช้งานนอกสถานที่อยู่เป็นประจำ ล่าสุดนายเกาเหลาไปพบฟรีแวร์ที่น่าสนใจอีกตัวหนึ่ง ก็เลยนำมาฝากคุณผู้อ่านทุกท่านอีกแล้วครับ สำหรับตัวนี้มีชื่อว่า LAlarm ลองมาทำความรู้จักความสามารถคร่าวๆ ของมันกันดีกว่า เผื่อว่าจะเหมาะคุณก็ได้

ความน่าสนใจของ LAlarm ก็คือ มันเป็นโปรแกรมเล็กๆ ที่ช่วยป้องกัน หรือติดตามการถูกขโมยโน้ตบุ๊กของคุณได้ โดยสามารถส่งเสียง อีเมล์ หรือ SMS (น่าเสียดายที่โอเปอเรเตอร์บ้านเรายังไม่สนับสนุนบริการนี้?) เพื่อแจ้งให้คุณทราบ หากโน้ตบุ๊กถูกขโมย หรือเวลาที่ใครมายุ่งย่าม หรือเกาะแกะโน้ตบุ๊กของคุณ โดยเฉพาะในขณะที่เจ้าหัวขโมยถอดหน่วยความจำ USB หรือสายพาเวอร์ออก (กรณีที่ใช้ในสถานที่) นอกจากนี้โปรแกรมจะตรวจสอบ IP ของผู้ใช้ ซึ่งหากพบว่ามีการนำไปต่อเชื่อมกับเครือข่ายอื่นๆ ทั้งไร้สาย และมีสาย ก็จะส่งเสียง (เพื่อบอกให้คนแถวนั้นทราบว่า โน้ตบุ๊กถูกขโมยมา) หรือพยายามแจ้งเตือนให้คุณทราบด้วยวิธีต่างๆ ได้

LAlarm สามารถโปรแกรมให้ตอบสนองการเตือนได้หลายรูปแบบ เช่น เปิดเว็บแคม เพื่อบันทึกภาพเจ้าหัวขโมย ตลอดจนทำลายข้อมูลสำคัญๆ ในฮอาร์ดดิสก์โดยอัตโนมัติ หากถูกขโมยไป ซึ่งเจ้าของเครืองสามารถทราบได้ว่า โน้ตบุ๊กที่ถูกขโมยกำลังเชื่อมต่อกับเครือข่ายที่ใด หรือแม้กระทั่งได้รับอีเมล์พร้อมภาพใบหน้าของหัวขโมย หวังว่า LAlarm น่าจะถูกใจคุณผู้อ่านที่กังวลเรื่องโน้ตบุ๊กถูกขโมยนะครับ

ขอบคุณข้อมูลและเนื้อหาจาก : http://www.arip.co.th/tips.php?id=410087

security: กันก็อปปี้ไฟล์ลงธัมบ์ไดรฟ์?

ถาม: ปัจจุบันผมทำธุรกิจส่วนตัวอยู่ครับ โดยไฟล์ข้อมูลลูกค้าทั้งหมดจะอยู่ในเดสก์ทอปบนโต๊ะทำงาน สองวันก่อนออกไปทำธุระแล้วไม่ได้ปิดเครื่องฯ กลับมาสังเกตเห็นยูเอสบีไดรฟ์ของใครไม่รู้ (พนักงาน?) เสียบคาไว้ที่พอร์ตยูเอสบี ในไดรฟ์ยังไม่มีไฟล์อะไรเลย แต่ผมก็ไม่ได้บอกใครเรื่องนี้ และก็ไม่มีใครสอบถามด้วย เข้าใจว่าน่าจะมีความพยายามไฟล์ข้อมูลลูกค้าออกไป ตอนนี้ผมได้เปลียนพาสเวิร์ดแล้ว แต่อยากได้วิธีป้องกันไม่ให้ใครก็อปปี้ไฟล์ด้วยยูเอสบีไดรฟ์ออกไป พอจะแนะนำวิธีได้ไหมครับ? เครื่องของผมใช้ Windows XP ครับ

ตอบ: เห็นใจจริงๆ เลยครับ คนสมัยนี้ไว้ใจยากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนหน้านี้นายเกาเหลาเคยแนะนำวิธีป้องกันการเขียนข้อมูลลงในธัมบ์ไดรฟ์ (ยูเอสบีไดรฟ์) ไปแล้ว รู้สึกว่าจะเป็นการทำบนระบบปฏิบติการ Windows Vista ซึ่งความจริงวิธีก็ไม่ได้แตกต่างมากนักสำหรับผู้ใช้พีซีที่่ทำงานด้วย Windows XP แต่เพื่อให้คุณผู้อ่านทีใช้ XP อยู่ได้ประโยชน์ไปด้วย ผมก็เลยขออนุญาตนำขั้นตอนการปรับแต่งมาเล่าสู่กันฟังอีกครั้งนะครับ

สำหรับ การปรับแต่ง Windows XP ไม่ให้สามารถก็อปปี้ไฟล์ผ่านทางพอร์ต USB ได้ จะใช้วิธีเดียวกันคือ เข้าไปแก้ที่ Registry แต่ในกรณีของ Windows XP อย่างน้อยจะต้องได้รับการติดตั้ง Service Pack 2 ขึ้นไปถึงจะทำได้ ขั้นแรกกดปุ่ม Windows +R (คลิ้กปุ่ม Start เลือก Run) พิมพ์คำสั่ง regedit แล้วกด Enter

หลังจากที่หน้าต่างโปรแกรม Registry Editor ปรากฎขึ้นมาแล้ว ในกรอบซ้ายมือให้คลิ้กเครื่องหมาย + หน้ารายการตามลำดับข้างล่างนี้
HKEY_LOCAL_Machine\System\CurrentControlSet\Control\StorageDevicePolicies

หากคลิ้กเข้าไปถึง Contrl แล้วไม่พบคีย์ StorageDevicePolices ก็ อย่าเพิ่งตกใจไป เพราะคุณสามารถสร้างคีย์นี้ขึ้นมาได้ โดยคลิ้กขวาบนรายการ Contorl เลือกคำสั่ง New ตามด้วย Key แล้วตั้งชื่อคีย์ใหม่ภายใต้ Control ว่า StorageDevicePolicies

คลิ้กเลือกรายการนี้ จะพบว่า ในกรอบด้านขวาจะไม่มีพารามิเตอร์ใดๆ เลย ให้คลิกขวาบนคีย์ StorageDevicePolicies แล้วเลือกคำสั่ง New ตามด้วย DWORD value  ตั้งชื่อว่า WriteProtect แล้วกดปุ่ม Enter บนคีย์บอร์ด

ขั้นตอนสำคัญก็คือ การกำหนดค่าให้ WriteProtect ทำงาน โดยคลิกขวาเลือกคำสั่ง Modify แล้วเปลี่ยนค่าจาก 0 เป็น 1 แล้วคลิ้กปุ่ม OK

จาก นั้นปิดหน้าต่างโปรแกรม Registry Editor แล้วรีสตาร์ทคอมพิวเตอร์ใหม่ คราวนี้ ก็จะไม่มีใครสามารถก็อปปี้ไฟล์จากเครื่องคอมพ์ของคุณลงยูเอสบีไดรฟ์ได้อีก ต่อไปแล้ว ยกเว้นเขารู้พาสเวิร์ดแอดมิน และความลับของการป้องกันด้วยวิธีนี้ (สำหรับการแก้ไขกลับไปเป็นเหมือนเดิมก็แค่เปลี่ยนค่าของ WriteProtect จาก 1 ให้เป็น 0 แล้วรีสตาร์ทก็เป็นอันเรียบร้อยแล้ว)

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.arip.co.th/tips.php?id=410028

security: ไวรัส PC Antispyware 2010

ถาม: ผมเพิ่งติดตั้งโปรแกรม PC Anti-Spyware 2010 เข้าไปในคอมพิวเตอร์ แต่เพื่อนบอกว่า มันไมใช่โปรแกรมป้องกันสปายแวร์ แต่ตัวมันนั่นแหละที่เป็น”สปายแวร์” เรื่องนี้จริงเท็จอย่างไรครับ? และถ้าเป็นจริงผมจะจัดการกับมันอย่างไรดีครับ?

ตอบ: ก่อน อื่นต้องบอกว่า เรื่องที่เพื่อนคุณว่ามานั้นเป็นเรื่องจริงครับ และเจ้าไวรัสตัวนี้ก็กำลัง หลอกให้ผู้ใช้ทั่วโลกติดตั้งมันเข้าไปในเครื่อง ดังนั้น แทนที่มันจะปกป้องคอมพิวเตอร์ของคุณ ตรงกันข้าม มันกลับพยายามขโมยข้อมูลส่วนตัวของคุณส่งออกไปให้แฮคเกอร์ ซึ่งรวมถึงหมายเลขบัตรเครดิต ตลอดจนบัญชีธนาคารของคุณ และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ผู้ใช้ควรตรวจสอบว่าได้เผลอติดตั้งไวรัสตัวนี้เข้า ไป หรือไม่? ซึ่งถ้าหากพบก็ลบออกได้ทันที

ที่ แย่กว่าการที่ทราบว่า ติดไวรัสตัวนี้เข้าไปแล้วก็คือ เราไม่สามารถกำจัด PC Anti-Spyware 2010 ออกไปได้โดยง่าย เพราะมันก็เหมือนกับไวรัสตัวอื่นๆ ที่่สามารถซ่อนตัวเอง และทำงานในแบคกราวด์โดยที่คุณไม่รู้ตัว เอาเป็นว่า ถึงตอนนี้ คอมพิวเตอร์ของคุณได้ติดมันเข้าไปเรียบร้อยแล้ว แนะนำให้ปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้ เพื่อกำจัดมันออกไปจากเครื่องเป็นการด่วนจะดีกว่านะครับ

1. ขั้นแรกต้องหยุดไม่ให้ทำงานในหน่วยความจำ ด้วยการกำจัด (kill) โพรเซสที่เกี่ยวข้องกับไวรัสตัวนี้ ด้วยการเปิด Task Manager (กดปุ่ม Ctrl+Alt+Del หรือคลิกขวาบนทาสก์บาร์ (taskbar) เลือก Task Manager) คลิกแท็บ Processes สังเกตว่า มีรายการต่อไปนี้ปรากฎอยู่ หรือไม่?

  • PC_Antispyware2010.exe
  • Uninstall.exe
  • jugifyryve.exe

หาก คุณพบว่า โพรเซสเหล่านี้กำลังทำงานอยู่ ให้คลิกเลือกทีละรายการแล้วคลิกปุ่ม End Process อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนนี้ยังไม่ได้เป็นการกำจัด หรือถอดถอนไวรัสตัวนี้ออกไปนะครับ เพียงแต่หยุดไม่ให้ทำงานชั่วคราวก่อนเท่านั้น เมื่อคุณรีสตาร์ทเครื่อง ไวรัสก็จะกลับมาทำงานอีกอยู่ดี

2. ขั้นตอนนี้จะเป็นการกำจัด PC Anti-Spyware 2010 ออกไปจากเครื่องคอมพิวเตอร์โดยสมบูรณ์ โดยคุณจะต้องเข้าไปลบมันออกจากรีจิสทรีที่เกี่ยวข้องกับไวรัส วิธีที่ตรวจสอบก็ง่ายมาก เริ่มต้นด้วยการสั่งรันโปรแกรม REGEDIT (กดปุ่ม Windows+R พิมพ์คำสั่ง regedit แล้วกดปุ่ม Enter) จากนั้นคลิกเข้าไปลบรายการข้างล่างนี้

HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Uninstall\PC_Antispyware2010

HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Run\ “PC Antispyware 2010″

HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\PC_Antispyware2010

HKEY_CURRENT_USER\Control Panel\don’t load\ “scui.cpl”

HKEY_CURRENT_USER\Control Panel\don’t load\ “wscui.cpl”

3. ขั้นตอนสุดท้ายคุณจะต้องลบไฟล์ทั้งหมด และไดเร็กทอรี่ที่เกี่ยวข้องกับ PC Anti-Spyware 2010 โดยเปิดหน้าต่าง Windows Explorer (กดปุ่ม Windows + E) แล้วคลิกเข้าไปลบไดเร็กทอรี่ต่อไปนี้

C:\Program Files\PC_Antispyware2010

C:\Program Files\PC_Antispyware2010data

อย่าง ไรก็ตาม มันอาจจะยังมีไฟล์ไวรัสตกค้างในโฟลเดอร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องซ่อนอยู่ในระบบอีก แนะนำให้ตรวจสอบด้วยการพิมพ์ในช่องเสิร์ชว่า “PC_Antispyware2010″ โดยเลือกให้ค้นในไดเร็กทอรี่ของระบบ (System directory) และโฟลเดอร์ที่ซ่อนไว้ (History folder) เพื่อลบมันออกไปให้สิ้นซาก

(*สังเกตว่า ไม่ว่าจะกดเพื่อแอคชั่นอะไรก็ตาม มันจะปีอปอัพหน้าต่างชวนให้คุณลงทะเบียนอยู่ตลอดเวลาจนน่ารำคาญ นิสัยแย่มากๆ)

ขอบคุณที่มาจาก : http://www.arip.co.th/tips.php?id=409957

security: SSL บน Wi-Fi ปลอดภัย?

ถาม: ตอนนี้ดิฉันใช้เน็ตบุ๊กของโตชิบาอยู่ค่ะ สองวันก่อนได้ไปใช้บริการไร้สายที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ซึ่งดิฉันได้ยินมาว่า หน้าเว็บที่ได้รับการเข้ารหัส (encrypted webpage) จะปลอดภัยจากการถูกแฮคข้อมูล แล้วมันจะปลอดภัยจากการถูกดักจับข้อมูลผ่านปุ่มที่กดบนคีย์บอร์ด หรือเปล่าคะ? หวังว่า คำถามของดิฉันคงไม่ใช่เรื่องตลกนะคะ

ตอบ: ไม่ตลกเลยครับ และก็ผมว่า ดีเสียอีกที่กล้าถาม เพราะมันช่วยให้สังคมได้เรียนรู้ในวงกว้างมากยิ่งขึ้น สำหรับหน้าเว็บที่เข้ารหัสนั้น จะใช้โพรโตคอล HTTPS เข้ารหัส SSL (สังเกตที่ช่องป้อนแอดเดรสของเว็บไซต์ หรือรูปกุญแจล็อคที่ด้านล่างขวา) เพื่อใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์ของคุณกับทางเว็บไซต์ การเข้ารหัสจะทำให้ข้อมูลดังกล่าวไม่สามารถอ่านได้ แม้ข้อมูลจะถูกดักจับกลางอากาศ หรือต่อพ่วงสายสัญญาณไปก็ดูไม่รู้เรื่องว่ามันคืออะไรกันแน่ ดังนั้นการเชื่อมต่อผ่านหน้าเว็บที่เข้ารหัสของคุณจะปลอดภัยไม่ว่าจะใช้ที่ ร้านกาแฟ หรือที่บ้านก็ตาม

ประเด็น ต่อมาที่คุณถามว่า คุณจะถูกดักจับการกดปุ่มต่างๆ บนคีย์บอร์ดได้ หรือไม่? อันนี้เข้าใจว่า น่าจะหมายถึงโปรแกรมพวก Keylogger (โปรแกรมแอบบันทึกการกดปุ่มบนคีย์บอร์ด และส่งข้อมูลผ่านเน็ตไปให้แฮคเกอร์) ซึ่งมันจะต้องมีการติดตั้งเข้าไปในคอมพิวเตอร์ของคุณ สำหรับกรณีนี้โอกาสถูกแฮคสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งขณะใช้งานในบ้าน หรือที่ใดๆ ก็ตาม ดังนั้น คุณควรจะหมั่นอัพเดตซอฟต์แวร์ระบบรักษาความปลอดภัยที่ใช้อย่างสม่ำเสมอครับ

Keylogger ยังมีที่เป็นฮาร์ดแวร์ด้วย ดังในรูปจะเป็นชุดอุปกรณ์ที่ใช้ดักจับการกดคีย์บอร์ดแบบไร้สาย สิ่งที่กดทางฝั่งผู้รับจะถูกส่งผ่านคลื่นความถี่ 2.4GHz ไปยังเครื่อฝั่งผู้รับ ทางผู้ส่งกดอะไรมา ทางฝั่งรับจะรับหมดดังรูป

ขอบคุณที่มาจาก : http://www.arip.co.th/tips.php?id=409951

internet: รวมฮิต”แผ่นโกง”วิธีใช้กูเกิ้ล

เวลาว่างนายเกาเหลาชอบหาของฟรี(ที่มีประโยชน์)จากบนเน็ตอยู่เสมอ พอดีว่าไปเจอทิปเจ๋งๆ ที่แจกฟรีสำหรับผู้ใช้กูเกิ้ล(Google)บนบล็อกแห่ง หนึ่ง โดยบางไซต์ที่แนะนำมาจะสามารถดาวน์โหลดเป็นไฟล์ PDF เพื่อนำมาพิมพ์เก็บไว้อ้างอิงเวลาใช้งานได้เลย จะเรียกว่าเป็น “Cheat Sheet” ก็ได้ เพราะมันรวบรวมคำสั่งต่างๆ แบบย่อสำหรับดูเพื่อใช้งานกูเกิ้ลได้ทันที สะดวก ง่ายดาย โดนใจวัยโจ๋จริงๆ

นอกจากชุดคำสั่ง และวิธีเข้าถึงฟังก์ชันของบริการ ตลอดจนเครื่องมือออนไลน์ต่างๆ ของกูเกิ้ลแล้ว บางเว็บไซต์ยังมีการเผยทิปเด็ดๆ ที่ซุกซ่อนไว้อีกด้วย ซึ่งคุณผู้อ่านสามารถดาวน์โหลด หรือพิมพ์เก็บไว้อ้างอิง เพื่อใช้เป็นเหมือนคู่มืออย่างย่อๆ ในการใช้บริการของกูเกิ้ลให้คุ้มค่า ส่วนจะมีอะไรบ้างนัันตามไปดูกันเลย

1. Google Help: Cheat Sheet สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งหัดใช้กูเกิ้ล แล้วอยากจะทราบเทคนิคการค้นหาให้ได้สิ่งที่ต้องการได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ผมว่า เข้าไปที่นี่เหมาะสุด เพราะเป็นที่รวบรวมเทคนิคพื้นฐานที่มือใหม่น่าจะลองหัดใช้ รับรองไม่ผิดหวังครับ

2. Google Docs & Spreadsheets Keyboard Shortcuts ส่วนที่นี้เหมาะสำหรับใครที่ใช้บริการแอพฯออนไลน์ เพราะเป็นที่รวบรวมคีย์ลัดของบริการทั้งสองไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งประหยัดเวลา และเวิร์กสุดๆ

3. Google Cheat Sheet (v.1.6) ส่วนตัวนายเกาเหลาชอบ”แผ่นโกง(การใช้งาน)”ของที่นี่มาก เพราะนอกจากจะรวบรวมชุดคำสั่ง และฟังก์ชันที่น่าสนใจได้อย่างครบถ้วนแล้ว ยังมีการจัดวางรูปแบบสวยงามน่าใช้อีกด้วย สามารถดาวน์โหลดไฟล์ PDF มาพิมพ์ได้เลย (เทคนิค ค้นหนัง ค้นเพลง อยู่ที่นี่ด้วยล่ะ)

4. Google Calculator Sheet Cheat สำหรับใครที่ชอบใช้กูเกิ้ลแทนเครื่องคิดเลข ต้องมาที่เลย เพราะมันจะรวมทุกฟังก์ชันของการคำนวณที่กูเกิ้ลทำได้ เรียกได้ว่า คุณสามารถใช้มันเป็นเครื่องมือช่วยทำการบ้านคณิตศาสตร์ได้เป็นอย่างดี

5. Google Advanced Operators Cheat Sheet อันสุดท้ายนี้เป็นแผ่นโกงสำหรับการใช้ตัวกระทำ (Operator) ขั้นสูง เพื่อการค้นหาที่ยิบย่อยเจาะจงลงไปมากขึ้น รับรองว่า หลายๆ คำสั่ง คุณผู้อ่านจะไม่เคยใช้มาก่อนอย่างแน่นอน

หวังว่า แหล่งของฟรีสำหรับการใช้บริการกูเกิ้ลให้คุ้มค่า คงจะเป็นที่ถูกใจของคุณผู้อ่านนะครับ แล้วว่างๆ จะหาทิปมาฝากกันอีกนะครับ

ขอบคุณที่มาจาก : http://www.arip.co.th/tips.php?id=409917

internet: อยากมี”ฟอนต์”ลายมือตัวเอง?

คุณเคยนึกอยากมี” ฟอนต์” (Font) หรือชุดตัวอักษรที่ใช้พิมพ์บนคอมพิวเตอร์ที่เป็นลายมือของตัวเองบ้างไหมครับ ? ผมคนหนึ่งล่ะที่เคยคิดอยากมีไว้ใช้กับเขาบ้างเหมือนกัน แต่ก็รู้ดีว่า มันไม่ง่ายนักที่จะสร้างฟอนต์ขึ้นมาใช้งาน ล่าสุดผมไปพบบริการบนอินเทอร์เน็ตที่เปิดโอกาสให้คุณสามารถสร้างฟอนต์จากลาย มือตัวเอง เพื่อนำไปใช้ในระบบปฏิบัติการ Mac หรือ Windows ก็ได้ ที่สำคัญเป็นบริการ”ฟรี” และไม่ต้องลงทะเบียนก่อนใช้งานแต่อย่างใด

สำหรับบริการที่ผมกำลังพูดถึงนี้ือยู่บนเว็บไซต์ทีมีชื่อว่า Fontcapture.com โดยขั้นตอนการสร้างฟอนต์ก็ง่ายมาก เริ่มต้นจากดาวน์โหลดแบบฟอร์ม (ไฟล์ pdf) ทีใช้ในการเขียนตัวอักษรแต่ละตัวด้วยลายมือของเรามาก่อน ซึ่งคุณจะต้องพิมพ์แบบฟอร์มนี้ออกมา เพื่อใช้ปากกาเขียนตัวอักษรแต่ละตัวลงไปในช่อง

เมื่อ เขียนเสร็จแล้ว ขั้นต่อไปก็คือ นำไปสแกนที่ความละเอียด 200 dpi จัดเก็บเป็นฟอร์แมต GIF หรือ PNG จากนั้นอัพโหลดไฟล์กราฟิกของชุดตัวอักษรที่เราสร้างไปให้กับเว็บไซต์ Fontcapture.com พร้อมตั้งชื่อฟอนต์ (Font Name) และผู้เขียน (Author) ซึ่งบริการจะแปลงภาพชุดตัวอักษรที่เขียนด้วยยลายมือคุณให้กลายเป็น ไฟล์ฟอนต์ที่พร้อมใช้งาน ให้คุณดาวน์โหลดกลับมาได้ เอาล่ะครับ คุณผู้อ่านท่านไหนสนใจ ลองเข้าทำตามขั้นตอนนี้จากบนเว็บไซต์ที่แนะนำมา หากได้ผลอย่างไรก็เล่าสูกันฟังบ้างนะครับ

ขอบคุณที่มาจาก : http://www.arip.co.th/tips.php?id=409881

Download: ฟรีแวร์ตัดต่อวิดีโอไฮเดฟฯ

เนื่องจากมีคุณผู้อ่านหลายท่านสอบถามทีมงาน เกี่ยวกับซอฟต์แวร์ที่ใช้ตัดต่อวิดีโอไฮเดฟฯ โดยระบุว่า ต้องการที่ใช้ง่าย และเป็นของฟรี ซึ่งถ้าจะว่าไปมันก็มีหลายตัวให้เลือกอยู่เหมือนกัน แต่พอมองไปมองมา ก็เลือกเอาที่ใกล้ตัวมาแนะนำคุณผู้อ่านดีกว่า นั่นก็คือ Windows Live Movie Maker ครับผม

ผู้ใช้ Windows หลายท่านอาจจะไม่ทราบว่า ในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้อยู่มีซอฟต์แวร์ตัดต่อ วิดีโอที่ใช้งานได้อยู่ด้วย นั่นก็คือ Windows Movie Maker แต่สำหรับผู้ใช้ที่ได้มีโอกาสใช้งานแอพฯฟรีตัวนี้ ต่างก็บ่นกันเป็นเสียงเดียวว่า ฟังก์ชันการทำงานของมัน “เบสิค” เหลือเกิน แต่ก็อย่างว่า ของฟรีนี่นา…จะให้ดีเหมือนของซื้อขายได้อย่างไรจริงมั้ย?

แต่ เดี๋ยวก่อน นี่ผมกำลังจะแนะนำให้ใช้ หรือซ้ำเติมให้ช้ำกันแน่ละเนี่ย เรื่องของเรื่องก็คือ Windows Movie Maker นอกจากจะมีข้อจำกัดในเรื่องของฟังก์ชันการตัดต่อแล้ว มันยังมีตัวเลือกสำหรับเอาต์พุทที่ค่อนข้างจำกัดด้วย โดยมีแค่ไฟล์ AVI และ CD เท่านั้น แต่กลับไม่มีตัวเลือกสำหรับทำ DVD? ข่าวดีก็คือ ล่าสุดไมโครซอฟท์ได้เปิดตัว Windows Live Movie Maker ที่ มาพร้อมกับฟังก์ชันการทำงานใหม่ๆ ที่น่าสนใจอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนเอาต์พุท DVD แล้ว มันยังมีฟังก์ชันนำเข้าไฟล์จาก PhotoGallery เพื่อสร้างวิดีโอได้ทันที หรือจะโพสต์คลิปขึ้น YouTube สนับสนุนวิดีโอแบบไฮเดฟฯ (HD Support) ตลอดจนการนำเข้าข้อมูลจากพีซี และกล้องถ่ายวิดีโอที่ได้รับการปรับปรุงให้ใช้งานได้ดีขึ้น รวมถึงทรานสิชั่น และเอฟเฟ็กต์ใหม่ๆ ที่เพิ่มขึ้นมา แถมยังมีโหมด “Auto Movie” ที่ช่วยให้สร้างสรรค์ผลงานวิดีโอได้ง่ายขึ้น และการแก้ไขข้อมูลเสียง (Audio) เอาเป็นว่า ลองดาวน์โหลดมาใช้ดูก็แล้วกันนะครับ แล้วว่างๆ ทีมงานจะรีวิวรายละเอียดการใช้ให้คุณผู้อ่านได้ติดตามกันอีกทีครับ อ้อ…ลืมบอกประเด็นสำคัญไปเรื่องหนึ่งครับ นั่นคือ Windows Live Movie Maker ใช้ได้กับเฉพาะ Windows Vista และ Windows 7 เท่านั้น…คนใช้ XP เซ็งเลย!!!

ขอบคุณที่มากจาก : http://www.arip.co.th/tips.php?id=409840